บันทึกพิเศษท้ายบท 

สำหรับผู้สนใจเชิงวิชาการ

บันทึกที่ 1 ธรรมนิยาม ๑ และ ๓ 

มีหลักธรรม ๒ หมวดใหญ่ ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงโดยตรัสเรียกว่าเป็น ธมฺม-นิยามตาซึ่งในภาษาไทยนิยมใช้รูปศัพท์ที่เรียกได้สะดวกขึ้นว่า ธรรมนิยามและแปลเป็นภาษาไทยอย่างง่ายว่า ภาวะที่แน่นอนแห่งธรรม” “ธรรมดาหรือ กฎธรรมชาติคือ หลักความจริงที่มีอยู่โดยธรรมดา หรือความเป็นจริงของธรรมชาติตามที่ดำรงอยู่หรือเป็นไปของมันเอง (พระพุทธเจ้าจะอุบัติขึ้นหรือไม่ มันก็มีก็เป็นไปของมันอยู่อย่างนั้นๆ)

หลักธรรม ๒ หมวดสำคัญ หรือธรรมนิยาม ๒ ชุดนั้น คือ 

ชุดที่ ๑ อิทัปปัจจยตา ได้แก่ ปฏิจจสมุปบาทมีองค์ ๑๒ หรือพูดให้ง่ายว่า ๑๒ หัวข้อ (พระไตรปิฎกเล่ม ๑๖ สังยุตตนิกาย นิทานวัคค์)

ชุดที่ ๒ อนิจจตา ทุกขตา และอนัตตตา ซึ่งในยุคอรรถกถาเป็นต้นมา นิยมเรียกชื่อรวมชุดว่า ไตรลักษณ์” (พระไตรปิฎกเล่ม ๒๐ อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต)

ที่จริง คำที่ทรงเรียกหลักนี้ ตรัสเป็นคำคู่ว่า ธมฺมฏฺิตตา ธมฺมนิยามตาซึ่งในภาษาไทยเรียกกันว่า ธรรมฐิติ ธรรมนิยามและนิยมใช้คำเดียวว่า ธรรมนิยาม

ธรรมนิยาม ๒ ชุดนี้ มีความหมายดังได้อธิบายมาแล้วในบทที่ ๓ และบทที่ ๔ ตามลำดับ แต่เมื่อได้อ่านผ่านมาครบแล้ว เห็นว่าควรสรุปข้อควรทราบไว้ด้วยกัน และกล่าวถึงข้อสังเกตบางอย่างไว้ในที่นี้เป็นความรู้เสริมประกอบสักเล็กน้อย

ธรรมนิยาม ชุด ๑ และชุด ๓ เรียงต่อกันเป็น ๔  และโยงถึงอริยสัจ ๔ 

ธรรมนิยาม ๒ ชุดนั้น ถ้านับจำนวนเรียงต่อกัน ก็รวมเป็นธรรมนิยาม ๔ คือ ธรรมนิยาม ๑  (อิทัปปัจจยตา) กับธรรมนิยาม ๓ (อนิจจตา ทุกขตา อนัตตตา)

ธรรมนิยาม (ธมฺมนิยามตา) ชุดที่ ๑ คือ อิทัปปัจจยตาปฏิจจสมุปบาท ต่อด้วยธรรมนิยามชุดที่ ๒ ที่แสดงไตรลักษณ์ (๓ ข้อ) นำมาเรียงต่อกัน รวมเป็นธรรมนิยาม ๔ ข้อ ดังนี้

. … อุปฺปาทา  วา  ตถาคตาน  อนุปฺปาทา วา  ตถาคตาน  ิตาว  สา  ธาตุ  ธมฺมฏฺิตตา ธมฺมนิยามตา อิทปฺปจฺจยตา

. อุปฺปาทา วา ภิกฺขเว ตถาคตาน  อนุปฺปาทา วา ตถาคตาน  ิตาว  สา  ธาตุ  ธมฺมฏฺิตตา ธมฺมนิยามตา สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาติ

.      อุปฺปาทา วา ภิกฺขเว ตถาคตาน  อนุปฺปาทา วา ตถาคตาน  ิตาว  สา  ธาตุ  ธมฺมฏฺิตตา ธมฺมนิยามตา สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขาติ

.      อุปฺปาทา วา ภิกฺขเว ตถาคตาน อนุปฺปาทา วา ตถาคตานิตาว สา ธาตุ ธมฺมฏฺิตตา ธมฺมนิยามตา สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตาติ

มีคำแปลดังนี้

“… ตถาคตทั้งหลาย จะอุบัติหรือไม่ก็ตาม ธาตุ (หลัก) นั้น ก็ดำรงอยู่ เป็นธรรมฐิติ เป็นธรรมนิยาม คือ อิทัปปัจจยตา…”

 “ภิกษุทั้งหลาย ตถาคตทั้งหลาย จะอุบัติหรือไม่ก็ตาม ธาตุ (หลัก) นั้น ก็ดำรงอยู่ เป็นธรรมฐิติ เป็นธรรมนิยาม ว่า สังขารทั้งปวง ไม่เที่ยง

 “ภิกษุทั้งหลาย ตถาคตทั้งหลาย จะอุบัติหรือไม่ก็ตาม ธาตุ (หลัก) นั้น ก็ดำรงอยู่ เป็นธรรมฐิติ เป็นธรรมนิยาม ว่า สังขารทั้งปวง คงทนอยู่มิได้

 “ภิกษุทั้งหลาย ตถาคตทั้งหลาย จะอุบัติหรือไม่ก็ตาม ธาตุ (หลัก) นั้น ก็ดำรงอยู่ เป็นธรรมฐิติ เป็นธรรมนิยาม ว่า ธรรมทั้งปวง ไม่เป็นอัตตา

จับแต่หัวข้อมาเรียงเป็น ๔ คือ

ธรรมนิยามที่ ๑ อิทัปปัจจยตา (ปฏิจจสมุปบาท)

ธรรมนิยามที่ ๒ อนิจจตา (ภาวะที่สังขารทั้งปวง ไม่เที่ยง)

ธรรมนิยามที่ ๓ ทุกขตา (ภาวะที่สังขารทั้งปวง คงอยู่มิได้)

ธรรมนิยามที่ อนัตตตา (ภาวะที่ธรรมทั้งปวง ไม่เป็นอัตตา)

อย่างที่พูดแล้วว่า ข้อ ๑ อิทัปปัจจยตา (ปฏิจจสมุปบาท) เป็นธรรมนิยามที่แสดงความเป็นไปของขันธ์ ๕ ในอาการที่สัมพันธ์เป็นเหตุปัจจัยแก่กัน เป็นเรื่องอาการความเป็นไปของสังขตธรรมคือประดาสังขาร ที่เรียกได้ว่าอยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์ในโลกแห่งสมมุติ

ข้อ ๒ - ๓ อนิจจตา และ ทุกขตา เป็นธรรมนิยามที่แสดงสภาวะของประดาสังขาร อันเป็นสังขตธรรม ได้แก่ขันธ์ ๕ ทั้งหมด ว่ามีลักษณะร่วมกันที่ว่า สพฺเพ สงฺขาราสังขารทั้งปวง คือทุกอย่างที่เป็นสังขตะ ล้วนไม่เที่ยง คงอยู่มิได้ เสมอเหมือนกันทั้งหมด 

ข้อ ๔ อนัตตตา เป็นธรรมนิยามที่แสดงสภาวะของธรรมทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสังขตธรรม หรืออสังขตธรรม ไม่ว่าจะอยู่ในขันธ์ ๕ หรือพ้นจากขันธ์ ๕ (ขันธ-วินิมุต) ว่ามีลักษณะร่วมกัน คือ สพฺเพ ธมฺมา ธรรมทั้งปวง ไม่ว่าสังขาร เป็นสังขตะ หรือวิสังขาร เป็นอสังขตะ ล้วนไม่เป็นอัตตา (อนัตตา) เสมอกันทั้งสิ้น 

ธรรมนิยามที่ ๑ คือ อิทัปปัจจยตา (ปฏิจจสมุปบาท) แสดงอาการที่สภาวธรรมทั้งหลายอันเรียกรวมๆ ว่าขันธ์ ๕ สัมพันธ์เป็นเหตุปัจจัยแก่กันในแนวทางที่รวมเป็นกระบวนการแห่งการก่อให้เกิดทุกข์ ถือว่าเป็นความหมายของอริยสัจจ์ข้อที่ ๒ คือ สมุทัยอริยสัจจ์ ดังที่เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาทสมุทัยวาร

อาการที่ขันธ์ เป็นไปตามกฎอิทัปปัจจยตานี้ แสดงออกมาในตัวมันเองถึงลักษณะที่เป็นอนิจจัง และทุกขัง ของขันธ์ทั้ง ๕ หรือของประดาสังขตธรรมนั้น นี่ก็คือ ธรรมนิยามที่ ๒ และ ๓ คือ อนิจจตา และ ทุกขตา (พูดให้เต็มตามหลักว่า สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา, สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขา)

เมื่อขันธ์ ๕ เป็นไปตามอิทัปปัจจยตา โดยมีลักษณะเป็นอนิจจา ทุกขา อย่างนี้ มันจึงมีสภาพเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ เป็นที่ก่อตัวของทุกข์ หรือเป็นที่รวมไว้แห่งศักยภาพของการที่จะเป็นทุกข์ และนี่ก็คือความหมายของอริยสัจจ์ข้อที่ ๑ อันได้แก่ ทุกข อริยสัจจ์

ในที่สุด ถึงแม้สังขารทั้งปวงนั้นจะเป็นอย่างไรก็ตาม มันก็คือธรรม มันเป็นสภาวธรรม เมื่อเป็นสภาวธรรม มันก็มีภาวะของมันเอง ไม่เป็นใคร ไม่เป็นของใคร ไม่ใช่ตัวตนของใคร ไม่อยู่ในอำนาจของใครที่จะไปสั่งไปบังคับมันได้จริง แล้วตามฐานะที่เป็นสังขตธรรม มันก็จึงเป็นไปตามเหตุปัจจัยที่ปรุงแต่งมัน แล้วก็เป็นอนิจจา เป็นทุกขาไปตามเหตุปัจจัยนั้น ไม่มีใครสั่งบังคับให้มันไม่เป็นอย่างนั้นได้ ดังนั้น สังขารหรือสังขตธรรมทั้งปวงนั้นจึงมีลักษณะร่วมตามธรรมนิยามที่ ๔ ข้อ อนัตตตา คือ สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา

ทีนี้ นอกจากธรรมที่เป็นสังขตธรรมหรือสังขาร ก็ยังมีธรรมที่เป็นอสังขตธรรม ซึ่งพ้นเหนืออิทัปปัจจยตา ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง จึงเป็นนิจจา ไม่เป็นทุกขา เป็นทุกขนิโรธ นี่ก็คือ อริยสัจจ์ข้อที่ ๓ ที่เรียกว่า นิโรธอริยสัจจ์ อันได้แก่นิพพาน

แต่เมื่อเป็นธรรม เป็นสภาวธรรม ก็อย่างที่ว่าแล้ว คือจึงมีภาวะของมันเอง ไม่เป็นใคร ไม่เป็นของใคร ไม่ใช่ตัวตนของใคร ไม่อยู่ในอำนาจของใครที่จะไปสั่งบังคับมันได้ นี่ก็คือเป็นอนัตตาเช่นกัน ดังนั้น ธรรมนิยามที่ ๔ ข้อ อนัตตตา คือ สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตาจึงเป็นลักษณะร่วมของธรรมทั้งปวง ทั้งสังขารและวิสังขาร หรือทั้งสังขตธรรม และ อสังขตธรรม

เป็นอันว่า อสังขตธรรมแห่งนิโรธ อันประจักษ์ในที่จบที่สิ้นสุดที่ไม่เป็นไปแห่งปฏิจจสมุปบาทสมุทัยวาร คือในนิโรธวารแห่งปฏิจจสมุปบาท หรือพูดให้ง่ายว่า อันลุถึงด้วยการหยุด ดับ ไม่เป็นไป ไม่เกิดขึ้นแห่งปฏิจจสมุปบาทนี้ แม้จะพ้นจากภาวะที่เป็นสังขตะ จึงไม่เป็นอนิจจัง ไม่เป็นทุกขัง แต่ก็เช่นเดียวกับสภาวธรรมทั้งหลายในแง่ที่ว่า ไม่เป็นอัตตา (อนัตตา) ไม่เป็นของใคร ไม่เป็นใครๆ ไม่เป็นตัวตนของใคร ไม่เป็นไปตามปรารถนาของใคร คือเป็นสภาวะตามที่เป็นของมันเอง

ส่วนอริยสัจจ์ข้อที่ ๔ คือ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์ ที่เรียกสั้นๆ ว่า มรรค พูดอย่างรวบยอดก็คือวิธีปฏิบัติในการที่จะให้กระบวนการของอิทัปปัจจยตา ที่เป็นปฏิจจสมุปบาทสมุทัยวาร ไม่เป็นไป หยุดลับดับสลายหายไป หรือให้พลิกกลับเป็นปฏิจจสมุปบาทนิโรธวารนั่นเอง แต่ในการปฏิบัติที่จะให้เป็นอย่างนี้ เมื่อแยกแยะออกไป ก็มีรายละเอียดมากมาย ซึ่งจัดเป็นระบบชีวิตดีงามที่เรียกว่า มรรคมีองค์ ๘ อันสำเร็จด้วยไตรสิกขา ซึ่งทั้งหมดนี้ ว่าโดยสาระก็คือ การละอกุศล และเจริญกุศล แล้วทั้งอกุศลและกุศล ก็อยู่ในขันธ์ทั้ง ๕ นั่นเอง (จะพูดให้ง่ายว่า พัฒนากุศลขันธ์ หรืออย่างที่บางท่านชอบพูดให้สะดวกปากพอรู้กันโดยนัยว่า พัฒนาขันธ์ ๕ ก็พอได้) ดังนั้น อริยสัจจ์ข้อที่ ๔ คือมรรคนี้ จึงเป็นไปตามธรรมนิยามที่ ๒--๔ คือ อนิจจตา ทุกขตา และ อนัตตตา ทั้งหมด

เป็นอันว่า ในธรรมนิยาม ๔ ข้อนี้

ข้อที่ ๑ อิทัปปัจจยตา แสดงอาการที่เป็นไปของสังขตธรรม (เป็นสาระของอริยสัจจ์ข้อ ๒)

ข้อที่ ๒- อนิจจตา, ทุกขตา แสดงลักษณะร่วมของสังขตธรรม (ครอบคลุมอริยสัจจ์ข้อ ๑, ๒ และ ๔)

ข้อที่ อนัตตตา แสดงลักษณะร่วมของสัพพธรรม คือทุกสภาวะ (ครอบคลุมอริยสัจจ์หมดทั้ง ๔ ข้อ)

ตถตา - ความเป็นเช่นนั้นเอง 

ในหลักธรรมนิยาม (ธมฺมนิยามตา) ชุดที่ ๑ คือ อิทัปปัจจยตาปฏิจจสมุปบาท ผู้ศึกษาคงสังเกตเห็นว่า พุทธพจน์ที่ตรัสเริ่มต้นเหมือนกันกับในหลักธรรมนิยามชุดที่เรียกว่าไตรลักษณ์ คือมีคำ คำว่า ธมฺมฏฺิตตา ธมฺมนิยามตา นำหน้า แต่ตอนลงท้ายแปลกออกไปว่า อิทัปปัจจยตา มีคำนำหน้าเพิ่มเข้ามา ๓ คำ คือ ตถตา อวิตถตา อนถตาซึ่งไม่ปรากฏในหลักไตรลักษณ์

ข้อความเต็มตรงนี้ว่า อิติ โข ภิกฺขเว ยา ตตฺร ตถตา อวิตถตา อนถตา อิทปฺปจฺจยตา อย วุจฺจติ ภิกฺขเว ปฏิจฺจสมุปฺปาโท

แปลว่า:- ภิกษุทั้งหลาย ความเป็นตถา (ตถตา/ภาวะที่เป็นเช่นนั้น เป็นอยู่คงอยู่อย่างนั้น) ความเป็นอวิตถา (อวิตถตา/ภาวะที่ไม่เพี้ยนไม่ผันแปรไปจากที่เป็นอย่างนั้น) ความเป็นอนัญญถา (อนัญญถตา/ภาวะที่ไม่เป็นอย่างอื่น) คืออิทัปปัจจยตา ดังกล่าวมานี้แล เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท

ที่จริง คำเหล่านี้ ก็คือคำเน้นย้ำหรือสำทับให้หนักแน่นหรือให้ใส่ใจจริงจังนั่นเอง แต่บางคำเป็นคำที่กระชับและให้ความรู้สึกสะดุดเด่น ก็มีการยกขึ้นมาเอ่ยอ้างบ่อยจนคุ้นหรือเป็นที่นิยม อย่างใน ๓ คำนี้ คำว่า ตถตาได้กลายเป็นคำที่มีการกล่าวถึงค่อนข้างมากหรือได้ยินค่อนข้างบ่อย และเพราะเหตุที่คำนี้พบเฉพาะที่ตรัสไว้กับอิทัปปัจจยตา จึงอาจจะทำให้เข้าใจว่าจำเพาะหมายถึงอิทัปปัจจยตาปฏิจจ-สมุปบาทเท่านั้น

เพื่อให้มองกว้างออกไป จึงยกพุทธพจน์ต่อไปนี้มาให้ดู ดังนี้

ภิกษุทั้งหลาย สภาวะ อย่างนี้ เป็นตถา (เป็นเช่นนั้น หรือจริงแท้) เป็นอวิตถา (ไม่เพี้ยนไปจากที่เป็นอย่างนั้น) เป็นอนัญญถา (ไม่เป็นไปอย่างอื่น) สภาวะ อย่างเป็นไฉนคือ สภาวะที่ว่า นี้ทุกข์สภาวะที่ว่า นี้ทุกขสมุทัยสภาวะที่ว่า นี้ทุกขนิโรธสภาวะที่ว่า นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาภิกษุทั้งหลาย เพราะฉะนั้นแล เธอทั้งหลายพึงกระทำการประกอบความเพียร เพื่อรู้ตามเป็นจริงว่า นี้ทุกข์นี้ทุกขสมุทัยนี้ทุกขนิโรธนี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา

(สํ..๑๙/๑๖๙๗/๕๔๐; ขุ.ปฏิ.๓๑/๕๔๔/๔๔๘) 

เห็นชัดว่า สภาวะที่เป็น ตถา อวิตถา อนัญญถา ในพุทธพจน์นี้ ก็คือสภาวะที่เรียกกันทั่วไปว่าอริยสัจจ์ นั่นเอง และคำทั้ง ๓ ซึ่งมีคำแปลดังว่าแล้วนั้น ก็คือคำเสริมความหมายของคำว่า สัจจะ นั่นแหละ นอกจากนั้น ในคัมภีร์ชั้นอรรถกถาฎีกา บางทีก็เรียกอริยสัจจ์ว่า ตถธรรม เช่นเดียวกับที่บางครั้งเรียกว่า สัจจธรรม (แต่ สัจจธรรม มิใช่หมายถึงอริยสัจจ์เสมอไป)

คำที่กล่าวถึงอริยสัจจ์ โดยใช้คำว่า ตถา อวิตถา อนัญญถา ยังมีอีกในพระไตรปิฎก และก็น่ารู้น่าสนใจ จะยกมาให้ดูกันบ้าง แห่งหนึ่งต่อจากข้างบนนั้นว่า

ทุกข์เป็นสัจจะ ด้วยอรรถอันเป็นตถา (เป็นเช่นนั้น หรือจริงแท้) อย่างไร? ทุกข์ มีความหมายว่าเป็นทุกข์ ความหมาย อันเป็นตถา (เป็นเช่นนั้น หรือจริงแท้) เป็นอวิตถา (ไม่เพี้ยนไปจากที่เป็นอย่างนั้น) เป็นอนัญญถา (ไม่เป็นไปอย่างอื่น) คือ ทุกข์มี ความหมายว่าเป็นการบีบคั้น ความหมายว่าเป็นสังขตะ ความหมายว่าเป็นภาวะเผาร้อน ความหมายว่าเป็นความผันแปรกลับกลาย

สมุทัยเป็นสัจจะ ด้วยอรรถอันเป็นตถา อย่างไร? สมุทัย มีความหมายว่าเป็นสมุทัย ความหมาย อันเป็นตถา เป็นอวิตถา เป็นอนัญญถา คือ สมุทัยมี ความหมายว่าเป็นที่รวมตัวก่อขึ้น ความหมายว่าเป็นเหตุ (แหล่งที่มา/นิทาน) ความหมายว่าประกบประกอบผูกไว้ ความหมายว่าหน่วงเหนี่ยวพันพัว

นิโรธเป็นสัจจะ ด้วยอรรถอันเป็นตถา อย่างไร? นิโรธ มีความหมายว่าเป็นนิโรธ ความหมาย อันเป็นตถา เป็นอวิตถา เป็นอนัญญถา คือ ความหมายว่าเป็นที่พ้นโล่ง (เป็นอิสระ) ความหมายว่าเป็นภาวะปลอดสงัด (ไร้สิ่งรบกวน) ความหมายว่าเป็นอสังขตะ ความหมายว่าเป็นอมตะ

มรรคเป็นสัจจะ ด้วยอรรถอันเป็นตถา อย่างไร? มรรค มีความหมายว่าเป็นมรรค ความหมาย อันเป็นตถา เป็นอวิตถา เป็นอนัญญถา คือ ความหมายว่าเป็นเครื่องนำออกไป ความหมายว่าเป็นเหตุ ความหมายว่าเป็นการมองเห็น ความหมายว่าเป็นอธิปไตย

(ขุ.ปฏิ.๓๑/๕๔๕/๔๔๙) 

ขอจบด้วยข้อความสรุปอริยสัจจ์ ๔ ต่อไปนี้ ซึ่งเป็นคำตอบต่อคำถามหลายอย่างพร้อมไปในตัว ว่า

สัจจะ มีการรู้แจ้งแทงตลอดพร้อมด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว โดยอาการเท่าไร? สัจจะ มีการรู้แจ้งแทงตลอดพร้อมด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว โดยอาการ คือ โดยอรรถที่เป็นตถา โดยอรรถที่เป็นอนัตตา โดยอรรถที่เป็นสัจจะ โดยอรรถที่เป็นปฏิเวธ

สัจจะทั้ง สังเคราะห์เป็นหนึ่งเดียว ด้วยอาการ เหล่านี้ โดยที่สัจจะอันสังเคราะห์เป็นหนึ่งเดียวแต่ละอย่างนั้นๆ มีภาวะเป็นหนึ่งเดียวๆ ที่รู้แจ้งแทงตลอดด้วยญาณอันเดียว เพราะเหตุนั้น สัจจะทั้ง จึงมีการรู้แจ้งแทงตลอดพร้อมด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว

(ขุ.ปฏิ.๓๑/๕๔๖/๔๕๐) 

ตถตา ก็คือภาวะที่เป็นตถา (ตา = ภาวะ) เหมือนกับคำว่า อนิจจตา ก็คือภาวะที่เป็นอนิจจา ทุกขตา ก็คือภาวะที่เป็นทุกขา อนัตตตา ก็คือภาวะที่เป็นอนัตตา

ตรงนี้ก็เลยเป็นโอกาสให้สังเกตว่า คำศัพท์ธรรมะเดิมในภาษาบาลีนั้น ท่านมีหลักภาษาที่มักช่วยให้แยกความหมายไว้ค่อนข้างชัดเจนดี แต่เวลานำมาใช้ในภาษาไทย บางทีเราใช้ปนเปกัน แล้วบางทีก็ทำให้เกิดความสับสนในการศึกษา

ข้อที่ให้สังเกตในที่นี้ก็คือ ตานี่แหละ จะเห็นว่า คำศัพท์ในจำพวกนิยามนี้ มี ตาต่อท้ายบ่อยๆ

ที่ว่าควรสังเกตไว้ ก็เช่น ธมฺมนิยามตา (ธรรมนิยามตา) กับ ธมฺมนิยาม (ธรรมนิยาม) ตัวหลักแท้ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใช้คำว่า ธมฺมนิยามตา ซึ่งมีความหมายว่าเป็น ภาวะ (-ตา) ลักษณะ อาการ หรือความเป็นไปของสภาวธรรมที่เป็นธรรมนิยาม

ส่วนธรรมนิยาม เป็นคำที่นิยมใช้กันในคัมภีร์ชั้นอรรถกถาและฎีกาเป็นต้นมา ซึ่งใช้อย่างหลวมสักหน่อย หมายถึงสภาวธรรมที่เป็นปัจจัยนั้นๆ ในปฏิจจสมุปบาท ก็ได้ หมายถึงธัมมนิยามตาที่เป็นภาวะ เป็นลักษณะ หรือความเป็นไปของสภาวธรรมเหล่านั้น ก็ได้

ธมฺมฏฺฐิตตา คือ ภาวะ ลักษณะ หรือความเป็นไปของสภาวธรรมที่เป็นไปตามเหตุปัจจัย ส่วน ธมฺมฏฺฐิติ  (ธรรมฐิติ) หมายถึงภาวะอย่างนั้น ก็ได้ แต่มักหมายถึงตัวสภาวธรรมนั้นๆ เอง ที่เป็นเหตุปัจจัย หรือเป็นไปตามเหตุปัจจัย

อนิจจตา ทุกขตา อนัตตตา ก็คือภาวะ ลักษณะ อาการ หรือความเป็นไป ของสภาวธรรมทั้งหลาย ที่เป็นอนิจจา  เป็นทุกขา  เป็นอนัตตา ดังกล่าวมาแล้ว

เมื่อได้ข้อสังเกตอย่างนี้แล้ว จึงขอย้ำให้เข้าใจร่วมกันว่า ธรรมนิยาม ในที่นี้ โดยทั่วไปใช้ในความหมายของ ธมฺมนิยามตา” (ธรรมนิยามตา) คือ เป็นลักษณะ เป็นอาการ ที่แสดงความเป็นอยู่เป็นไปของธรรม หรือของสภาวะนั้นๆ ไม่ใช่เป็นองค์ธรรม ไม่ใช่เป็นตัวสภาวธรรมนั้นเอง

ดังนั้น ธัมมนิยามตา (ที่ใช้กันสบายๆ ว่า ธรรมนิยาม”) อิทัปปัจจยตา ตถตา อนิจจตา อนัตตตา ฯลฯ จึงไม่ใช่เป็นเบญจขันธ์ ไม่ใช่เป็นนิพพาน ไม่ใช่เป็นสังขาร ไม่ใช่เป็นสังขตธรรม ไม่ใช่เป็นอสังขตธรรม เป็นต้น

ข้อควรรู้ควรสังเกต:- คำศัพท์ธรรมชุด ไตรลักษณ์

นอกจากเรื่องคำที่มี “-ตาต่อท้ายแล้ว ยังมีข้อควรรู้ควรสังเกตเกี่ยวกับคำศัพท์ทางธรรมอีกมาก ในที่นี้ ขอพูดเพิ่มเติมเกี่ยวกับคำในจำพวกธรรมนิยามนี้อีกเล็กน้อย

 “ไตรลักษณ์ (ภาษาบาลีว่า ติลกฺขณ”) เป็นคำหนึ่งที่คุ้นหูคุ้นปาก พูดเขียนกันมากได้ยินกันบ่อยยิ่ง ที่จริงมิใช่เป็นคำดั้งเดิม ไม่มีในพระไตรปิฎก แต่เป็นคำที่นิยมใช้กันมาตั้งแต่ยุคอรรถกถา ส่วนในพระไตรปิฎกเอง ตรัสไว้เป็นหลักธัมมนิยามตา ๓ ที่แสดงแล้วข้างต้น และในที่ทั่วไป ไม่มีชื่อเรียกรวมกัน แม้จะตรัสไว้หลายแบบ ก็ระบุแยกเป็นแต่ละอย่าง เช่นว่า

รูป ภิกฺขเว อนิจฺจ เวทนา อนิจฺจา อนิจฺจา สงฺขารา อนิจฺจา     วิาณ อนิจฺจ ... รูป ภิกฺขเว ทุกฺข เวทนา ทุกฺขา ทุกฺขา สงฺขารา     ทุกฺขา วิาณ ทุกฺข ... รูป ภิกฺขเว อนตฺตา เวทนา อนตฺตา อนตฺตา สงฺขารา อนตฺตา วิาณ อนตฺตา”               (สํ..๑๗/๓๙๔๑/๒๗)

(ในพระไตรปิฎก แม้จะพบคำบาลีที่แปลว่าลักษณะ ๓ หรือไตรลักษณ์ ซึ่งเรียงตามหลักภาษาว่า ตีณิ ลกฺขณานิ ก็มีแต่ที่หมายถึงลักษณะ อย่างอื่นทั้งนั้น อย่างใกล้ที่สุด  ก็หมายถึงสังขตลักษณะ  ๓  [อุปฺปาทลกฺขณ วยลกฺขณิตถตฺต-ลกฺขณ - ขุ.ปฏิ.๓๑/๖๓๙/๕๕๓] ซึ่งเป็นคนละชุด และมีชื่อเรียกเฉพาะต่างหากอยู่แล้ว)

ส่วนคำว่า สามัญลักษณะก็ไม่เป็นคำที่มีมาเดิมในพระไตรปิฎก แต่ใช้บ่อยในอรรถกถาเป็นต้นมา และมักใช้ในความหมายเชิงแยกแยะเพื่อเทียบเคียง โดยมีการจำแนกว่า สิ่งทั้งหลายมีลักษณะ ๒ อย่าง คือ ลักษณะจำเพาะตัว เรียกว่า ปัจจัตตลักษณะและลักษณะร่วมที่เสมอเหมือนกันกับสิ่งอื่น เรียกว่าสามัญลักษณะเช่น รูปมีภาวะที่ถูกบีบเบียนเป็นปัจจัตตลักษณะ เวทนามีการเสวยรสอารมณ์เป็นปัจจัตตลักษณะ แต่ทั้งรูปและเวทนานั้น มีภาวะที่ไม่เที่ยง (อนิจจตา) คงทนอยู่มิได้ (ทุกขตา) ไม่เป็นตัวตนของใครที่จะยึดถือเป็นเจ้าของครอบครองสั่งบังคับบัญชาให้เป็นไปตามปรารถนาได้จริง (อนัตตตา) เป็นสามัญลักษณะ

ปัจจัตตลักษณะนั้น บางทีก็เรียกว่า วิเสสลักษณะคือลักษณะพิเศษ หรือลักษณะของสิ่งนั้น ที่แปลกหรือแตกต่างจากสิ่งอื่น คือไม่เหมือนกับสิ่งทั้งหลายที่เหลือจากตัวมัน ถ้าใช้คำนี้ ก็บอกว่าสิ่งทั้งหลายมีลักษณะ ๒ คือ วิเสสลักษณะ และสามัญลักษณะ

บางแห่ง ท่านพูดให้ชัดขึ้นอีก และใช้คำเรียกอย่างอื่นก็มี เช่นบอกว่า ปรมัตถธรรมทั้งหลายมีลักษณะ ๒ คือ สภาวลักษณะ (ลักษณะที่เป็นภาวะของมันเอง) กับสามัญลักษณะ ทั้งนี้ สภาวลักษณะนั้นบางทีก็เรียกสั้นๆ แค่ว่า สลักษณะ” (ลักษณะของมันเอง)

ในความรู้เข้าใจสิ่งทั้งหลายนั้น การรู้เข้าใจถึงสภาวลักษณะ เป็นงานของปัญญาที่เรียกว่า อภิญญา” (ความรู้เจาะตรง หรือรู้ประจักษ์ตรงตัวตรงหน้าถึงสภาวะ ใช้คำว่า อภิชานน์ก็ได้, ไม่ใช่อภิญญาในคำว่า อภิญญา ๕ และอภิญญา ๖) เมื่อรู้เข้าใจชัดด้วยอภิญญาแล้ว จัดว่าเป็นปริญญาขั้นต้นที่ชื่อว่า ญาตปริญญาส่วนการรู้เข้าใจถึงสามัญลักษณะ เป็นงานของปัญญาที่เรียกว่า ปริญญาในระดับที่ชื่อว่า ตีรณปริญญา

อนึ่ง พึงเข้าใจด้วยว่า ไม่จำเป็นต้องพูดยืนตัวเสมอไปว่า สามัญลักษณะ ได้แก่ อนิจจตา ทุกขตา และอนัตตตา เพียงแต่บอกให้ตรงพอดีตามเป็นจริง ดังที่บางแห่งท่านก็พูดว่า สังขารทั้งหลายมีสามัญลักษณะคือสภาวะที่มีที่เป็นตามเหตุปัจจัย (มีเหตุปัจจัยอยู่เบื้องหลัง)

พึงสังเกตด้วยว่า คำที่ตั้งรูปขึ้นมาให้ใช้เป็นหลักความคิดได้สะดวกว่า อนิจจตา ทุกขตา อนัตตตา นี้ มิได้มาในพระไตรปิฎกพร้อมด้วยกันเป็นชุด แต่ท่านใช้แยกต่างหากกันตามแต่กรณี

อนิจจตาแม้จะพบมากแห่งสักหน่อยโดยมักใช้ในการอธิบายความแตกดับของรูปธรรมตลอดจนความตายคือมรณะ แต่ไม่มีเลยที่มาในพุทธพจน์โดยตรง (เป็นคำของพระสารีบุตรบ้าง ของผู้อื่นบ้าง และคำอธิบายในพระอภิธรรมปิฎกบ้าง) ทุกขตาเป็นพุทธวจนะ แต่ก็มีเฉพาะในชุดทุกขตา ๓ (ทุกขทุกขตา สังขารทุกขตา วิปริณาม-ทุกขตา) ส่วนอนัตตตา ไม่เป็นรูปที่ใช้ในพระไตรปิฎก

มาถึงชั้นอรรถกถา คงเป็นเพราะท่านกล่าวถึง อธิบาย และอ้างอิงธรรมชุดนี้อยู่เสมอ จึงมักใช้คำเหล่านี้ซึ่งเอ่ยอ้างได้สะดวกโดยไม่ต้องออกชื่อครบ ใช้เพียง อนิจฺจตาต่อด้วยคำว่า อาทิก็พอ เช่น อนิจฺจตาทิปฏิสํยุตฺตํ” “อนิจฺจตาทิลกฺขณตฺตยํ”  “อนิจฺจตาทิวเสน” “อนิจฺจตาทิสามญฺลกฺขณํ” “อนิจฺจตาทีนํเป็นต้น จนกระทั่งในคัมภีร์รุ่นฎีกา จึงพบที่มีการนำมาเรียงให้เห็นพร้อมกันเต็มทั้งชุดบ้าง แต่ก็ไม่มากแห่ง

ข้อควรรู้ควรสังเกต:- คำศัพท์ธรรมชุด อิทัปปัจจยตา

หันไปดูหลักธรรมนิยามชุดที่ ๑ หลักนี้ถือกันว่าเป็นธรรมระดับปัญญาที่ลึกซึ้งและยากยิ่ง ในวรรณกรรมหรือตามเอกสารที่สืบกันมานานในสังคมไทย ดูเหมือนแทบไม่มีการกล่าวถึงหลักธรรมนี้ (แต่อย่าเพิ่งถือเป็นยุติ เพราะยังไม่ได้สำรวจตรวจสอบอย่างจริงจังทั่วตลอด) จนมาในช่วงศตวรรษที่ผ่านมานี้ จึงมีการกล่าวถึงในระบบการศึกษา และคำเรียกชื่อหลักธรรมนี้ที่คุ้นที่สุดในยุคแรกของช่วงเวลานั้น คือ ปฏิจจสมุปบาท

การที่หลักธรรมนี้ปรากฏขึ้นมามีการเอ่ยอ้างชื่อในวงการศึกษาธรรมว่า ปฏิจจ-สมุปบาทนั้น เท่าที่ทราบ คงสืบจากการที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงตั้งระบบการเรียนวิชานักธรรมขึ้น และทรงนิพนธ์คำอธิบายหลักปฏิจจสมุปบาทไว้ในหนังสือ ธรรมวิภาค ปริจเฉทที่ ๒ ซึ่งกำหนดเป็นหลักสูตรพระปริยัติธรรมสำหรับนักธรรมชั้นโท

ชื่อหลักธรรมนี้ ที่เรียกว่าปฏิจจสมุปบาทนั้น พบมาก ทั้งในพระไตรปิฎก และอรรถกถาฎีกา เป็นต้น การที่รู้จักชื่อนี้กันมาก จึงนับว่าสอดคล้องกันดี แต่ที่น่าสังเกตก็คือ อิทัปปัจจยตาซึ่งเป็นคำหลัก (มักมาด้วยกันและนำหน้า ปฏิจจสมุปบาท”) กลับดูเหมือนว่าไม่ได้เห็นไม่ได้ยินใครพูดถึง เหมือนจะเป็นเครื่องแสดงว่าผู้เล่าเรียนในระบบการศึกษาที่เป็นอยู่นั้น ไม่ได้ค้นคว้าขยายออกไปจากความรู้ในหนังสือที่เป็นแบบเรียน จนกระทั่งประมาณครึ่งศตวรรษมานี้เอง คำนี้จึงเริ่มเด่นขึ้นมา และเท่าที่นึกเท่าที่ทวนระลึกได้ น่าจะเกิดจากการที่ท่านพุทธทาสภิกขุได้ยกหลักธรรมนี้ขึ้นมาสอนมาอธิบายอย่างจริงจัง พร้อมทั้งย้ำชื่อที่เรียกว่า อิทัปปัจจยตา

(คำว่า อิทปฺปจฺจยตาปรากฏในพระไตรปิฎกในพุทธพจน์ ๒ วาระ คือ ครั้งแรก เมื่อตรัสรู้ใหม่ๆ ทรงปรารภว่าธรรมที่ตรัสรู้นั้นคนทั่วไปเข้าใจยาก การที่จะทรงแสดงธรรมนั้นจึงเป็นความลำบาก และอีกครั้งหนึ่ง เมื่อทรงแสดงธรรมนิยามหลักที่ ๑ แต่ทั้งนี้ ท่านเล่าไว้หลายแห่ง นอกจากนั้นก็มาเฉพาะในคำว่า อิทปฺปจฺจยาและ อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ”)

พึงสังเกตด้วยว่า คำว่า ปจฺจยาการที่เป็นอีกชื่อหนึ่งของปฏิจจสมุปบาท ซึ่งได้พิมพ์กำกับไว้ด้วยในหนังสือแบบเรียนนักธรรมชั้นโทนั้น เป็นคำที่เกิดภายหลัง ไม่มีในคัมภีร์ที่เป็นหลักของพระสูตร แต่มาปรากฏขึ้นใน อปทาน อันเป็นคัมภีร์สืบเนื่องที่จัดเข้าในพระสุตตันตปิฎก พบ ๒ แห่งใกล้ๆ กัน ในหัวข้อและเรื่องเดียวกัน คือในประวัติของพระเขมาเถรี พระอัครสาวิกาฝ่ายขวา ซึ่งเป็นเอตทัคคะทางปัญญา (ปจฺจยาการกุสลา, ขุ.อป.๓๓/๑๕๘/๓๐๒ และ ปจฺจยาการโกวิทา, ขุ.อป.๓๓/๑๕๘/๓๐๙)

ในพระวินัยปิฎก แม้จะเล่าเหตุการณ์ในพุทธประวัติตั้งแต่เสวยวิมุตติสุขหลังตรัสรู้ใหม่ๆ เริ่มด้วยการทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาท แต่ทั้งปิฎกไม่ใช้คำว่าปัจจยาการเลย

ส่วนในพระอภิธรรมปิฎก คัมภีร์ใหญ่ซึ่งมีบทที่ว่าด้วยเรื่องปฏิจจสมุปบาทโดยตรง คือ วิภังค์ ทั้งที่อธิบายหลักปฏิจจสมุปบาทอย่างยืดยาว (ประมาณ ๗๕ หน้า) แต่ในเนื้อความที่อธิบายตลอดทั้งหมด ไม่มีคำว่า ปจฺจยาการเลย (แม้แต่คำที่เรียกชื่อหลักโดยตรงว่า ปฏิจฺจสมุปฺปาทก็ไม่ปรากฏ มีเพียงคำกล่าวถึงสภาวธรรมที่เป็น ปฏิจฺจสมุปฺปนฺน-” หรือ อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺน-”) มีแต่ชื่อบทหรือชื่อหัวข้อที่พระอาจารย์ผู้รวบรวมคัมภีร์ (พระธรรมสังคาหกาจารย์) ตั้งใส่ให้ ซึ่งก็ตั้งไม่เหมือนกัน คือ ฉบับสยามรัฐของไทย ตั้งชื่อว่า ปจฺจยาการวิภงฺโค และฉบับฉัฏฐสังคีติอักษรพม่าตั้งชื่อว่า ปฏิจฺจสมุปฺปาทวิภงฺโค

รวมแล้ว ในพระไตรปิฎก คำที่ใช้บ่อยใช้มากก็คือ ปฏิจฺจสมุปฺปาททั้งที่มาโดดๆ และมาคู่กับอิทัปปัจจยตา ทั้งนี้โดยมากมาในพระสูตร สำหรับในพระวินัย มีน้อยแห่งเป็นธรรมดา ส่วนในพระอภิธรรม มีกล่าวโดยตรงใน กถาวัตถุ เท่านั้น นอกนั้นกล่าวถึงใน ธัมมสังคณี เฉพาะในคำว่า ปฏิจฺจสมุปฺปาทกุสลตา และครั้งหนึ่งใน ธาตุกถา ตอนท้ายมาติกา ซึ่งมีลำดับธรรมที่น่าสังเกต (ฺจกฺขนฺธา ทฺวาทสายตนานิ อฏฺารส ธาตุโย จตฺตาริ สจฺจานิ พาวีสตินฺทฺริยานิ ปฏิจฺจสมุปฺปาโท จตฺตาโร สติปฏฺานา   จตฺตาโร สมฺมปฺปธานา จตฺตาโร อิทฺธิปาทา, อภิ.ธา.๓๖//)

ในคัมภีร์ชั้นอรรถกถาลงมา ใช้มากทั้งคำว่า ปฏิจฺจสมุปฺปาทและคำว่า ปจฺจยาการส่วน อิทปฺปจฺจยตาก็กล่าวถึง แต่ไม่บ่อยนัก

อีกข้อสังเกตหนึ่ง คือ สืบเนื่องจากคำคู่ว่า ธมฺมฏฺิตตา ธมฺมนิยามตาที่เป็นชื่อของหลักธรรมนิยามนี้ ได้เกิดคำศัพท์สำคัญที่พึงทราบอีกชื่อหนึ่ง คือ ธรรมฐิติญาณซึ่งมาในพุทธพจน์ว่า ธมฺมฏฺิติาณํ ปุพฺเพ, ปจฺฉา นิพฺพาเนาณํ” (“ธรรมฐิติญาณก่อน ญาณในนิพพานทีหลังหรือ มีธรรมฐิติญาณก่อน แล้วญาณในนิพพานก็ตามมา”, สุสิมสูตร, สํ.นิ.๑๖/๒๙๑/๑๕๑)

พุทธพจน์นี้ตรัสแก่พระสุสิมะ ซึ่งเป็นปริพาชกมาก่อน แล้วมาขอบวชในธรรมวินัยนี้ โดยมีความเข้าใจผิดติดมาว่า ผู้บรรลุธรรมสูงสุดคือเป็นพระอรหันต์คงต้องมีฤทธิ์  หูทิพย์ ตาทิพย์ เป็นต้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสข้อความนี้เพื่อให้เขาหายเข้าใจผิด และรู้ให้ถูกต้องว่า พระอรหันต์ปัญญาวิมุตสำเร็จด้วยเกิดธรรมฐิติญาณขึ้น แล้วก็มีญาณในนิพพาน โดยไม่ต้องมีฤทธิ์ เป็นต้นนั้นแต่อย่างใด

ธรรมฐิติญาณแปลตามตัวว่าญาณในธรรมฐิติ ก็คือความหยั่งรู้ธรรมนิยามนี้เอง ได้แก่เข้าใจชัดแจ้งในสภาวธรรมแห่งขันธ์ทั้ง ๕ ว่าเป็นอนิจจา ทุกขา อนัตตา ตลอดจนรู้อาการที่สังขตธรรมเหล่านั้นเป็นเหตุปัจจัยกันไปให้เกิดผลตามกระบวนแห่งปฏิจจสมุปบาทที่เป็นสมุทยวาร และจบลงด้วยรู้ความดับเหตุปัจจัยแห่งปฏิจจ-สมุปบาทนั้นแจ้งเป็นนิโรธวาร ประจักษ์นิพพานในที่สุด

แม้ว่าธรรมฐิติญาณตามพุทธพจน์ข้างต้น จะครอบคลุมความรู้แจ้งไตรลักษณ์และปฏิจจสมุปบาทจนจบนิโรธวาร แต่ในคำอธิบายที่ถือได้ว่ารวบรัด อย่างเรื่องญาณ ๗๗ ในพระไตรปิฎกเล่มเดียวกันนี้เอง (สํ.นิ.๑๖/๑๒๗/๗๑) พระองค์ตรัสถึงหรือทรงเน้นเฉพาะปฏิจจสมุปบาท (สมุทยวาร)

ปรากฏว่า ต่อมา ธรรมฐิติญาณเป็นหลักธรรมที่กล่าวถึงบ่อยขึ้น โดยมีการแสดงความหมายและอธิบายเน้นหรือเจาะจงไปที่ปฏิจจสมุปบาท ดังที่ในปฏิสัมภิทามัคค์ให้ความหมายว่า ธรรมฐิติญาณ คือปัญญาในปัจจยปริคคหะ (ปัจจัยปริเคราะห์ คือการกำหนดจับปัจจัย [ขุ.ปฏิ.๓๑/๙๔/๗๒] ที่ต่อมานิยมเรียกว่า ปัจจยปริคคหญาณ”) และในคัมภีร์ชั้นอรรถกถาลงมา ท่านได้อธิบายหรือกล่าวถึงธรรมฐิติญาณนี้ไม่น้อยทีเดียว เช่นว่า ธรรมฐิติญาณ คือปัจจัยปริคคหญาณ หรือปัจจยาการญาณ เป็นกังขาวิตรณวิสุทธิ เรียกว่าเป็น ยถาภูตญาณ บ้าง สัมมาทัศนะ บ้าง บางทีก็บอกสั้นๆ ว่าเป็นวิปัสสนาญาณ บ้างว่าเป็นญาณอันถึงจุดยอดของการเห็นอิทัปปัจจยตา ส่วน นิพฺพาเน าณํท่านว่าได้แก่มัคคญาณ (เช่น ที.. /๓๕๙/๒๖๕; สํ../๓๔/๗๗; ๗๐/๑๔๓; ปฏิสํ../๖๒/๑๓๙วิภงค..๘๐๖/๔๕๒; วิสุทฺธิ./๒๒๘; วิสุทฺธิ.ฏี./๓๑๘/๕๘๗)

หลักความจริง และกฎธรรมชาติ ที่ครอบคลุม  

     ในพุทธพจน์ที่ตรัสถึงการตรัสรู้ของพระองค์ พระพุทธเจ้าทรงประมวลสรุปธรรมที่ตรัสรู้เป็น ๒ อย่าง ครั้งที่ชัดมาก คือพระดำริหลังจากตรัสรู้ใหม่ๆ (นับตามลำดับเหตุการณ์ที่ปรากฏในพระไตรปิฎกเป็นสัปดาห์ที่ ๕ แต่นับตามอรรถกถาที่เล่าเหตุการณ์แทรกเพิ่มอีก ๓ สัปดาห์ เป็นขึ้นสัปดาห์ที่ ๘) ทรงปรารภว่าธรรมที่ตรัสรู้ อันได้แก่ อิทัปปัจจยตาปฏิจจสมุปบาท และนิพพานนั้น เป็นของทวนกระแส คนทั่วไปเข้าใจยาก จึงไม่น้อมพระทัยไปในการที่จะทรงแสดงธรรม (วินย.//)

     เรื่องนี้ ท่านเล่าไว้ในพระวินัยปิฎก โดยลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่ตรัสรู้แล้วยังประทับนั่งเสวยวิมุตติสุขภายใต้ร่มโพธิพฤกษ์ ไปจนแสดงปฐมเทศนา มีปฐมสาวก มีการอุปสมบท เกิดพระสงฆ์ เกิดการบวชแบบต่างๆ และมีพระวินัยสืบมา

     พระดำริที่ยกมาอ้างข้างต้นนั้น เป็นเหตุการณ์ต่อจากเสวยวิมุตติสุขตามที่อรรถกถาว่าผ่านไป ๗ สัปดาห์แล้ว ก่อนจะเสด็จจากที่ตรัสรู้ไปทรงแสดงธรรมที่อิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี

     ทีนี้ ย้อนไปก่อนหน้านั้น เหตุการณ์แรกที่ท่านเล่าไว้เริ่มด้วยพระพุทธอุทาน ๓ คาถาตั้งแต่ราตรีแรกในสัปดาห์ที่ ของการเสวยวิมุตติสุข กล่าวถึงการที่พระพุทธเจ้าทรงมนสิการปฏิจจสมุปบาททั้งอนุโลมและปฏิโลม (“ปฏิจฺจสมุปฺปาท อนุโลมปฏิโลม มนสากาสิ, พึงสังเกตว่า ที่นี่มีแต่คำว่าปฏิจจสมุปบาท ไม่มีคำว่าอิทัปปัจจยตา) และทรงเปล่งพุทธอุทานในยามทั้ง ๓ แห่งราตรี ยามละ ๑ คาถา รวมเป็น ๓ คาถา

     แม้ว่าครั้งนี้ พุทธพจน์ซึ่งเป็นคำร้อยกรอง จะมิได้ระบุชื่อธรรมที่ตรัสรู้ออกมาชัดตรงอย่างคราวทรงปรารภการออกแสดงธรรม แต่ก็เป็นคำจำพวกไวพจน์ที่ผู้ได้เล่าเรียนรู้กันไม่ยากว่าก็คือตรัสถึงปฏิจจสมุปบาท และนิพพาน ดังพุทธอุทานว่า

คาถาที่ :-         เมื่อใดแล ธรรมทั้งหลายปรากฏแก่วิสุทธชน1ผู้มีความเพียรเพ่งอยู่ เมื่อนั้น ความสงสัยทั้งปวงของวิสุทธชนนั้นย่อมสิ้นสลายหายไป เพราะรู้ชัดธรรมพร้อมทั้งเหตุ (สเหตุธมฺม = ทุกข์ + สมุทัย)

คาถาที่ :-        เมื่อใดแล ธรรมทั้งหลายปรากฏแก่วิสุทธชนผู้มีความเพียรเพ่งอยู่ เมื่อนั้น ความสงสัยทั้งปวงของวิสุทธชนนั้นย่อมสิ้นสลายหายไป เพราะได้รู้ถึงภาวะที่สิ้นไปแห่งปัจจัยทั้งหลาย (ขย ปจฺจยาน = ปัจจยักขัย คือนิพพาน)

คาถาที่ :-         เมื่อใดแล ธรรมทั้งหลายปรากฏแก่วิสุทธชนผู้มีความเพียรเพ่งอยู่ เมื่อนั้น วิสุทธ-ชนกำจัดมารและเสนาเสียได้ ดำรงอยู่ดุจดวงสุริยาทอแสงส่องท้องฟ้าเจิดจ้าอำไพ

          คาถาที่ ๑ ว่าโดยสาระก็คือ ปฏิจจสมุปบาทฝ่ายอนุโลม   (ที่คัมภีร์ชั้นอรรถกถาบางทีเรียกว่า สมุทัยวาร) ซึ่งแสดงทุกขสมุทัย คือกระบวนเหตุปัจจัยที่ทำให้ทุกข์เกิดขึ้น พูดกลับกันว่า ทุกข์พร้อมทั้งสมุทัย

     คาถาที่ ๒ ว่าโดยสาระก็คือ ปฏิจจสมุปบาทฝ่ายปฏิโลม  (ที่คัมภีร์ชั้นอรรถกถาบางทีเรียกว่า นิโรธวาร) ซึ่งแสดงทุกขนิโรธ คือการถึงภาวะไร้ทุกข์ปลอดทุกข์หรือไม่มีทุกข์เกิดขึ้น ด้วยความสิ้นสลายแห่งเหตุปัจจัยที่ทำให้ทุกข์เกิดขึ้น หรือความไม่เป็นไปแห่งปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง จึงว่าหมายถึงนิพพานอันเป็นภาวะที่สิ้นไร้เหตุปัจจัยแห่งทุกข์

     คาถาที่ ๓ แสดงภาวะเมื่อตรัสรู้แล้ว ผู้แจ้งนิโรธประจักษ์นิพพานมีโพธิปัญญาโล่งสว่างปลอดโปร่งเป็นอิสระ (อรรถกถาอธิบายว่าเป็นคาถาที่แสดงอานุภาพของอริยมรรค)

     เป็นอันว่า พุทธอุทานคาถาชุดนี้ มีความหมายชี้ไปที่หลักธรรมอันเดียวกันกับพระพุทธดำริข้างต้น และเป็นการบ่งชัดว่า การปฏิบัติที่จะบรรลุจุดหมายของพระพุทธศาสนา ทำนิพพานให้แจ้ง ประจักษ์ความจริงสูงสุดนั้น ต้องรู้เข้าใจความจริงของกฎธรรมชาติ ที่เป็นหลักธรรมนิยาม (ธัมมนิยามตา) ที่ ๑ นี่คือเข้าถึงความจริงหรือสัจจะ ๒ ระดับอันครอบคลุมทุกสิ่งทุกอย่าง คือ ความจริงที่เป็นธรรมดาของประดาสังขารหรือสังขตธรรม และความจริงที่เป็นปรมสัจจะของวิสังขารหรืออสังขตธรรม

     พร้อมกันนั้นก็ต้องย้ำความเข้าใจไว้ด้วยว่า การเข้าถึงความจริงที่ว่านั้น มีความหมายโยงไปที่และรวมอยู่ในตัวและเท่ากับความจริงแห่งธรรมนิยามชุด ๓ (ที่เรียงต่อเป็น ๒--) คือ อนิจจตา ทุกขตา และอนัตตตา ด้วย

ทีนี้ ในพระสุตตันตปิฎก มีหลายสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสเล่าการเสด็จออกผนวชและการบำเพ็ญเพียรของพระองค์จนตรัสรู้ พุทธพจน์สำคัญก็คือตรงที่ตรัสถึงการตรัสรู้ว่า (เช่น ปาสราสิสูตร หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อริยปริเยสนสูตร, .มู.๑๒/๓๑๗/๓๑๗)

เรานั้น ครั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิ ... อย่างนี้แล้ว ก็น้อมจิตไปเพื่ออาสวักขยญาณ (ญาณที่ทำให้สิ้นอาสวะ = ตรัสรู้), เรานั้นรู้ชัดตามที่มันเป็นว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา, รู้ชัดตามที่มันเป็นว่า เหล่านี้อาสวะ นี้อาสวสมุทัย นี้อาสวนิโรธ นี้อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา, เรานั้น เมื่อรู้อยู่เห็นอยู่อย่างนี้ จิตก็หลุดพ้นแล้ว

     พระดำรัสในพระสูตรนี้บ่งชัดว่า ธรรมที่ตรัสรู้คือ อริยสัจจ์ ๔ ฟังเหมือนว่าต่างจากที่ยกมาอ้างอิงข้างต้น แต่เมื่อวิเคราะห์จริงจัง ก็เห็นได้ว่ามีสาระอย่างเดียวกัน

       ที่ว่าอริยสัจจ์ ๔ นั้น เมื่อตรวจดูตามหลัก ก็มี ๒ คู่ คือ ทุกข์-สมุทัย กับ นิโรธ-มรรค ถ้าดูความหมายตามธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ซึ่งเป็นปฐมเทศนา (วินย./๑๔/๑๘) ซึ่งพระวินัยปิฎกเองเล่าไว้ต่อจากพระดำริในการที่จะแสดงธรรมข้างต้น สมุทัยได้แก่ ตัณหา ๓ และนิโรธก็คือการดับ ละ สลัดตัณหานั้น หลุดพ้นเป็นอิสระไปได้ เมื่อดูตามนี้ ยังไม่เห็นชัดว่าจะโยงไปถึงธรรมนิยามแห่งปฏิจจสมุปบาทอย่างไร

     ดังที่ทราบกันดี ตัณหาเป็นองค์ธรรมหนึ่งซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญอยู่ในกระบวน ปฏิจจสมุปบาท และก็ชัดเจนอยู่แล้วว่า อนุโลมปฏิจจสมุปบาท หรือปฏิจจสมุปบาทฝ่ายสมุทยวาร เป็นกระบวนเหตุปัจจัยอันให้เกิดผลคือทุกข์ เป็นคู่แห่งทุกข์-สมุทัย คืออริยสัจจ์ ข้อที่ ๑ และ ๒ ส่วนปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท หรือปฏิจจสมุปบาทฝ่ายนิโรธวาร เป็นการหยุดสลายหายไปของเหตุปัจจัยในกระบวนการก่อทุกข์ หรือความไม่เป็นไปของปฏิจจสมุปบาท ก็คือนิโรธ อันเป็นอริยสัจจ์ ข้อที่ ๓ ส่วนอริยสัจจ์ ข้อที่ ๔ คือมรรค เป็นกระบวนวิธีที่จัดวางไว้เพื่อการที่คนจะปฏิบัติให้เกิดมีความเป็นไปตามธรรมดาของธรรมชาติที่เป็นปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท จึงนับเนื่องเข้าในปฏิโลมปฏิจจ-สมุปบาทนั้นด้วย นี่เป็นการกล่าวอย่างย่นย่อหรือรวบรัด และจะเป็นสาระที่พึงขยายความต่อไป

     ก่อนจะผ่านไป มีข้อที่น่ารู้น่าสังเกตอีกอย่างหนึ่ง คือ เกี่ยวกับเรื่องความจริงแห่งกฎธรรมชาติหรือธรรมนิยามนั้น ในคัมภีร์ชั้นอรรถกถา มีการจำแนกกฎธรรมชาติออกไปเป็นด้านๆ จะเรียกว่าเป็นการซอยธรรมนิยามแยกย่อยออกไปก็ได้ ท่านใช้ชื่อรวมเรียกว่า นิยามคือกฎธรรมชาตินั่นเอง และจัดเป็น ๕ อย่าง เรียกว่า นิยาม คือ

          ๑. อุตุนิยาม กฎแห่งความเป็นไปในโลกของวัตถุ โดยเฉพาะความเป็นไปของธรรมชาติแวดล้อมที่เนื่องด้วยอุณหภูมิ

          ๒. พีชนิยาม กฎเกี่ยวกับพันธุกรรม

          ๓. จิตตนิยาม  กฎการทำงานของจิต

          ๔. กรรมนิยาม กฎแห่งกรรม

          ๕. ธรรมนิยาม กฎแห่งความสัมพันธ์ในความเป็นไปตามเหตุปัจจัย โดยเฉพาะที่เรียกว่า ความเป็นไปตามธรรมดา เช่นว่า สิ่งที่อาศัยปัจจัย ย่อมจะต้องสิ้นสลายไปเป็นธรรมดา พระโสดาบันมีอันไม่ถอยกลับเป็นธรรมดา ฯลฯ

     ข้อน่าสังเกตในเรื่องนิยาม ๕ นี้ อยู่ที่ข้อ ๕ คือ ธรรมนิยาม ซึ่งเป็นหลักใหญ่ที่มีทั้งพุทธพจน์แสดงความหมาย และมีคำอธิบาย พร้อมทั้งตัวอย่างแสดงหลักนั้นมากมาย แต่พอมาจัดรวมเข้าในชุดนี้ น่าแปลกใจว่า พระอรรถกถาจารย์ไม่ได้อธิบายอย่างนั้น ท่านเพียงยกเอาเรื่องธรรมดาของพระโพธิสัตว์มาแสดงเป็นตัวอย่างแทนคำอธิบาย (ที../๓๔; สงฺคณี . ๔๐๘) (เช่น ในเวลาที่พระโพธิสัตว์ทรงถือปฏิสนธิ ทรงประสูติ ตรัสรู้ เป็นต้น เป็นธรรมดาที่หมื่นโลกธาตุจะหวั่นไหว, เมื่อพระโพธิสัตว์เสด็จลงสู่พระครรภ์ของพระมารดาแล้ว พระมารดาจะทรงศีลเป็นปกติ, ในเวลาที่พระโพธิสัตว์เสด็จลงสู่พระครรภ์ของพระมารดา อาพาธใดๆ ย่อมไม่เกิดแก่พระมารดาเลย)

     ที่จริง ธรรมดาในโอกาสต่าง ๆ ของพระโพธิสัตว์ ที่มาในมหาปทานสูตร (นับได้ ๑๖ ข้อ) ท่านใช้คำว่า ธมฺมตาและไม่มีคำว่า ธมฺมนิยามอยู่ด้วยเลย แม้ว่าคำทั้งสองนี้จะใช้เป็นไวพจน์กันได้ แต่ก็คงแค่คาบหรือก่ายเกยกัน ในที่นี้จึงยกมาให้ดูเป็นข้อที่น่าสังเกตด้วย

     เรื่องที่ยกมาตั้งให้สังเกตค่อนข้างมากนี้ บางอย่างก็มิได้สำคัญอะไร แต่อาจมีแง่มุมที่น่าสนใจหรือเป็นประโยชน์ได้สำหรับผู้ใฝ่ศึกษา จึงนำมาจาระไนแถมไว้

 

บันทึกที่ 2 ตัวเรา  ของเรา  ตัวกู  ของกู

            ความยึดถือว่าเรา ว่าของเรา หรือที่ปราชญ์บางท่านนิยมใช้ถ้อยคำให้หนักแน่นกินใจว่า ตัวกู ของกู นั้น เป็นความรู้สึกที่ฝังแน่นในจิตของมนุษย์ มีอิทธิพลอย่างลึกซึ้งต่อการดำเนินชีวิตของบุคคลแต่ละคน ต่อความสุขความทุกข์ของเขาต่อความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล  และต่อการเกิดปัญหาแทบทุกอย่างทางสังคม  ในทางธรรม  ถือเรื่องนี้เป็นจุดรวมแห่งความสนใจระดับแกนกลางเรื่องหนึ่ง  เป็นเรื่องที่จะต้องแก้ไข  และปฏิบัติให้ถูกต้อง จึงมีคำสอนเกี่ยวกับเรื่องนี้มากมาย ถ้อยคำที่ใช้เรียกความรู้สึกยึดถือนี้ ก็มีเป็นถ้อยคำเฉพาะหลายแบบ มีทั้งที่เป็นคำศัพท์ทั้งที่เป็นข้อความ  หรือเป็นประโยคใช้เรียกกันเป็นชุด ๆ ในที่นี้จะยกมากล่าวไว้โดยสังเขปพอเป็นแนวทางศึกษา  ผู้สนใจพิเศษพึงค้นคว้าให้ละเอียดต่อไป

            เบื้องแรก  ขอนำถ้อยคำและข้อความเหล่านั้น มาเรียงให้ดูเป็นชุด ๆ ดังนี้

            ชุดที่ 1 :-  เอตํ  มม,  เอโสหมสฺมิ,   เอโส  เม  อตฺตา-ติ

                        (นี่  ของเรา,  เราเป็นนี่,  นี่  เป็นตัวตนของเรา)

            ชุดที่ 2 :-  อหนฺติ วา มมนฺติ  วา  อสฺมีติ  วา

                        (การถือว่าเรา  ว่าของเรา  หรือว่าเราเป็น)

            ชุดที่ 3 :-  อหังการ  มมังการ  มานานุสัย

                        (การถือว่าเรา  การถือว่าของเรา  อนุสัยคือมานะ)

            ชุดที่ 4 :-  มมายิตะ  หรือ  มมัตตะ  และอัสมิมานะ

                        (การยึดถือว่าเรา  ว่าของเรา  และมานะว่าเราเป็น)

            ชุดที่ 5  :- อัตตา  อัตตนิยะ  ( +  อสฺมีติ)

                        (ตน  และสิ่งที่เนื่องด้วยตน)

            ชุดที่ 6 :- ตัณหา  มานะ  ทิฏฐิ

 

            ชุดที่ 1    พบบ่อยที่สุด  โดยมากมาในคำสอนให้พิจารณาแยกสัตว์บุคคลออกเป็นขันธ์  5  หรือเป็นส่วนประกอบอย่างอื่น เช่น  อายตนะ  ผัสสะ  เป็นต้น  หรือพิจารณาไตรลักษณ์  จนเข้าใจสภาพที่ไม่อาจยึดถือได้ว่า  นี่ของเรา  เราเป็นนี่  นี่เป็นตัวตนของเรา  (ความตรงข้ามคือ   เนตํ  มม,  เนโสหมสฺมิ,  น  เอโส  เม  อตฺตา-ติ)  ตัวอย่างที่มา  ดู  วินย.4/21/26;  สํ.นิ. 16/291/151;618/292; สํ.ข.17/128/83; 192/127; 349/222; 364/228; 464/274; สํ.สฬ.18/765/465; สํ.ข.17/91/56; 34/24; 420/250; สํ.นิ. 16/600-631/287-295; 230/114; สํ.สฬ.18/1-6/1-4; 35/29 ; 65/41; 85-87/53-55;  103/68; 109/73; 118/80; 188/133; 263-284/190-5; 790/477; ม.มู.12/101/72;281/272; 342-5/350-6; 398-402/430-4; ม.ม.13/135/135;  ม.อุ.14/684/437;  องฺ.จตุกฺก.21/177/222; 196/274; 181/232;  องฺ.ติก.20/573/366; ม.อุ.14/769/487; องฺ.ทสก.24/93/201

 

            ชุดที่ 2   เป็นรูปย่อของชุดที่ 1 นั่นเอง กล่าวคือ อหนฺติ  (ถือว่าเรา)  =  เอโส  เม  อตฺตา,  มมนฺติ  (ถือว่าของเรา)  =  เอตํ  มม,  อสฺมีติ  (ถือว่าเราเป็นนั่นเป็นนี่  หรือยังมีเรามีเขา)  =  เอโสหมสฺมิ  ชุดนี้มีที่มาไม่มากนัก  เช่น  ม.มู.12/342-5/350-6;  สํ.สฬ.18/345/245

 

            ชุดที่ 3  เป็นคำศัพท์ ซึ่งถือได้ว่า เป็นสรุปใจความของชุดที่ 1  เทียบได้ดังนี้ อหังการ=เอโส  เม  อตฺตา, มมังการ=เอตํ มม,  มานานุสัย=เอโสหมสฺมิ  ชุดนี้มักมาในข้อความว่า  “ไม่มี(หรือปราศจาก  หรือถอนได้แล้วซึ่ง)  อหังการ  มมังการ และมานะ (หรือมานานุสัย)  ในกายพร้อมทั้งวิญญาณนี้  และในนิมิตทั้งปวงภายนอก” ตัวอย่างที่มา ดู   ม.อุ.14/171-7/127-132;128/106; สํ.นิ16/633/295; สํ.ข.17/147/98; 191/125; 318-9/206-7; 148/98;236/166; 508-516/291-5; สํ.นิ. 16/690/319; สํ.สฬ.18/77/49; องฺ.ติก.20/471/168;  องฺ.สตฺตก.23/46/54;    ม.ม.13/247/243; องฺ.ฉกฺก.22/375/494

 

                ชุดที่ 4  มมายิตะ  โดยมากใช้ในความหมายว่า “ความยึดถือว่าเป็นของเรา”  หรือ  “สิ่งที่ถูกยึดถือว่าเป็นของเรา” คือตรงกับ  เอตํ มม (เช่น สํ.นิ.16/230/114; ขุ.สุ.25/306/350;359/415;409/486;413/492; 422/519;428/435; สํ.อ.2/125; นิทฺ.อ.1/18; วินย.อ.1/362)  แต่บางแห่งท่านอธิบายว่าหมายถึงทั้งความยึดถือว่าเราและว่าของเรา (=เอตํ มม,  เอโส เม อตฺตา หรือ=ตัณหาและทิฏฐิ) เช่น ธ.อ.8/62; สุตฺต.อ.1/265;407; นิทฺ.อ.1/197;ม.อ.2/415; ส่วน มมัตตะ หรือ มมัตตา  มีความหมายเท่ากับมมายิตะนั่นเอง  แต่นิยมใช้ในคาถาคู่กับมมายิตะหรือไม่ก็แทนมมายิตะ  เช่น ขุ.สุ.25/413/492;418/504;422/519; ขุ.เถร.26/385/370; หรือใช้อธิบาย มมายิตะ เช่น ขุ.ม.29/56/56;187/146;195/150;206/155;861/531;866/537;ขุ.จู.30/182/94; ส่วน  อัสมิมานะ  แปลว่า มานะว่าเราเป็น คือ ถือตัวในลักษณะที่ยังมีเราเป็นเราหรือเราเป็นนั่นเป็นนี่ ซึ่งตามปกติเรียกเพียงว่ามานะ  แต่ในอภิธรรมจัดเป็นมานะอย่างหนึ่งในมานะ 7  (อภิ.วิ.35/1010/518 และดูประกอบที่ อภิ.วิ.35/849/468;883-901/476-482) เพราะอัสมิมานะเป็นมานะอย่างละเอียด  ซึ่งแม้แต่พระอนาคามีก็ยังละไม่ได้ (เช่น  สํ.ข.17/227-9/156-161;องฺ.  ปญฺจก.22/71/97)  พระอรหันต์จึงละได้ ท่านจำแนกประเภทไว้เพื่อแยกอัสมิมานะนี้จากมานะอย่างอื่น ๆ ที่หยาบ ๆ เช่น การดูถูกดูหมิ่นถือสูงถือต่ำ ซึ่งพระอริยบุคคลชั้นต้น ๆ สามารถละได้ อัสมิมานะนี้มักตรัสไว้ โดยฐานเป็นเป้าหมายที่ผู้ปฏิบัติธรรมจะพึงกำจัดเสีย (เช่น ที.ปา.11/370/289;ขุ.ปฎิ.31/64/38;วินย.4/5/6;ขุ.อุ.25/51/86; ม.มู. 12/285/277; องฺ.ปญฺจก.22/71-2/97-8; องฺ.ฉกฺก.22/300/363;ม.ม.13/145/140;ม.อุ.14/350/241;สํ.ข.17/273/191;153/101;ขุ.เถร.26/355/332; สํ.สฬ.18/323/225; องฺ.จตุกฺก.21/38/53;200/296;ขุ.ม.29/396/268;องฺ.เอก.20/230/57;องฺ.นวก.23/205/365;207/371;ขุ.อุ.25/89/128; และดูความหมายที่ อภิ.วิ.35/900/481 โดยสาระ อัสมิมานะ  ก็ตรงกับ เอโสหมสฺมิ  และเรียกง่าย ๆ เพียงว่ามานะ (ขั้นละเอียดสุด)

 

            ชุดที่ 5  อัตตา (ตัวตน)  อัตตนิยะ  หรือเรียกเข้าสำเนียงไทยให้คล้องจองกับอัตตา  ว่าอัตตนิยา หรืออัตตนียา  (สิ่งที่เนื่องด้วยตน) ชุดนี้ ไม่ใช้ตัวความยึดถือ แต่เป็นสิ่งที่ยึดถือ หรือภาพที่ปรากฏขึ้นเพราะการยึดถือ ถ้าจะจัดเทียบอย่างคร่าว ๆ กับชุดที่ 1 อัตตา ก็เข้าได้กับ เอโส เม อตฺตา  และ เอโสหมสฺมิ ส่วน  อัตตนิยะ  ก็เข้ากับ เอตํ  มม  แต่ถ้ากล่าวอย่างเคร่งครัด อัตตาหมายถึงความเห็นหรือการยึดถือว่ามีอัตตาหรือเป็นอัตตาเท่านั้น (คือเป็นเรื่องของทิฏฐิ)  จึงหมายถึง  เอโส  เม  อตฺตา  อย่างเดียว ไม่กินความถึง  เอโสหมสฺมิ  โดยนัยนี้ ถ้าให้ครบ  จึงต้องเติม อสฺมีติ  เข้ามาอีกคำหนึ่ง ตามแนวนี้ อาจแปลอัตตาว่า ตัวกู  และ  อัตตนิยะว่า ของกู  แต่จะเห็นได้ว่า  “ตัวกู”  มีความหมายไม่เจาะจงหรือตายตัวนัก  ยังอาจดิ้นได้ระหว่างความยึดถือ 2 อย่างในชุดที่ 1 และเป็นเรื่องที่จะพูดกันต่อไปอีก  อัตตาและอัตตนิยะ  มีบาลีแสดงไว้บางแห่ง  เช่น  องฺ.จตุกฺก.21/177/223;ม.มู.12/284-7/275-280;504/545; ม.ม.13/86/77;สํ.ข.17/72/42;227/157;สํ.สฬ.18/149/102;219/162; 302/210;574/365;ขุ.ม.29/393/266;865/535-7;ขุ.จู.30/505/252;ขุ.ปฏิ.31/249/160;470/354

 

            ชุดที่ 6  ตัณหา  มานะ ทิฏฐิ  เป็นอกุศลธรรมที่ท่านมักกล่าวไว้ด้วยกัน บางทีเรียกชื่อเฉพาะชุดว่า ปปัญจะ หรือ ปปัญจธรรม (ธรรมเครื่องเนิ่นช้า, ตัวผันพิสดาร, ตัวที่ทำให้ฟ่ามเฟ้อ) 3 อย่าง เช่น ขุ.ม.29/505/337; ที.อ.2/425; สํ.อ.2/375 ฯลฯ เป็นตัวการที่ทำให้เกิดสัญญาประเภทซับซ้อนหลากหลายที่เรียกว่า ปปัญจสัญญา ดังที่เคยกล่าวบรรยายแล้วในบทที่ 2 การที่นำมาจัดเป็นชุดไว้ ณ ที่นี้ ก็ด้วยถือตามนัยของอรรถกถา ในเมื่อจะเทียบความรู้สึกยึดถือทั้งหลายในชุดก่อน ๆ ว่าตรงกับกิเลสข้อใด ๆ หรือเมื่อต้องการเรียกชื่อง่าย ๆ จะเรียกด้วยชื่อของกิเลสตัวใด ลำดับชื่อกิเลสชุดท้ายนี้ตรงกันกับลำดับในชุดที่ 1 และจะขอสรุปเทียบไว้ให้ดูทั้งหมดดังนี้

  1.  ตัณหา= เอตํ มม           =มมนฺติ               =มมังการ             =มมายิตะ =ยึดอัตตนิยะ
  2.  มานะ =เอโสหมสฺมิ         =อสฺมีติ               =มานานุสัย           =อัสมิมานะ           =(อสฺมีติ)
  3.  ทิฏฐิ =เอโส เม อตฺตา        =อหนฺติ               =อหังการ               =มมายิตะ              =ยึดอัตตา

            อรรถกถาซึ่งไขความเทียบไว้ เช่น ม.อ.1/152;2/146,303,376;สํ.อ.2/264;3/13; อง.อ.2/318,455; วิสุทธิ.  ฏีกา 3/518-9;สํ.อ.2/265;องฺ.อ.2/126;3/175,206

            ในด้านคำแปลภาษาไทย ถ้าให้เต็มจำนวน 3 ครบชุด คำว่า เรา ของเรา หรือตัวกู ของกู นับว่ายังไม่ครบ คงจะต้องเพิ่มเป็น ตัวเรา (ทิฏฐิหรืออหังการ) ของเรา (ตัณหาหรือมมังการ) และนี่เรานะ (มานะ) หรือภาษาที่หนักแน่นว่า ตัวกู ของกู นี่กูนะ อย่างไรก็ตาม คำแปลสำหรับมานะยังไม่สู้กระชับ และถ้าว่าครบด้วยสำนวนอย่างนี้ ในภาษาไทยพูดหรือฟังไม่ติดปากไม่ติดใจ นอกจากนั้น ความหมายของคำก็ยังดิ้นหรือยืดหยุ่นได้ ทางออกคือ อาจใช้เพียง 2 คำว่า ตัวเรา ของเรา หรือตัวกู ของกู แล้วแปลความหมายคำว่า ตัวเรา หรือ ตัวกู ให้กินความหมายได้ทั้งทิฏฐิและมานะ กล่าวคือ ถ้าเป็นความเห็นความเข้าใจยึดถือว่ามีตัวเรา มีตัวกู ก็เป็นทิฏฐิ ถ้าเป็นความรู้สึกเกี่ยวกับฐานะของตัวเราหรือตัวกูที่สำหรับเทียบ สำหรับวัด หรือถือภูมิ ๆ ไว้ ก็เป็นมานะ ส่วน “ของเรา ของกู” ก็เป็นตัณหาชัดอยู่ เป็นอันครบชุด

            บรรดาอกุศลธรรม หรือเรียกกันง่าย ๆ ว่า กิเลส 3 อย่างนี้ ทิฏฐิหรือ อหังการ (เอโส เม อตฺตา) พระโสดาบันละได้ (ตามหลักที่ว่าละสังโยชน์ได้ 3 นั้น ทิฏฐิ=สักกายทิฏฐิ และสีลัพพตปรามาส) ส่วนตัณหาและมานะ พระอรหันต์เท่านั้นจึงละได้ (ตามหลักของการละสังโยชน์ ตัณหา = กามราคะ รูปราคะ และ อรูปราคะ พระอนาคามีละกามราคะได้ แต่ยังละรูปราคะ และอรูปราคะไม่ได้ พระอรหันต์เท่านั้นละได้หมด ส่วนมานะเป็นสังโยชน์เบื้องสูงที่พระอรหันต์ละได้ ชัดเจนอยู่แล้ว นอกจากนั้น อรรถกถาที่อธิบายเกี่ยวกับอัสมิมานะยังได้กล่าวย้ำไว้อีกมาก เช่น ม.อ.1/119 ;สํ.อ.1/318;2/342;3/148;องฺ.อ.3/116;อุ.อ.129;อิติ.อ.254;ปฏิสํ.อ.140)

            ถ้าตกลงความหมายของ ตัวเรา ของเรา หรือ ตัวกู ของกู อย่างที่กล่าวมาแล้ว ก็ได้ความสรุปว่า ความยึดถือตัวเรา หรือตัวกู ในแง่ที่เป็นทิฏฐิ ละได้ตั้งแต่เป็นโสดาบัน ส่วนความรู้สึกถือตัวเรา หรือตัวกู ในแง่ที่เป็นมานะ และความผูกพันในของกู จะหมดไปต่อเมื่อบรรลุอรหัตตผล (พึงดูประกอบที่ ขุ.ปฏิ.31/306/201;ปฏิสํ.อ.334 และ สงฺคณี.อ. 370 ด้วย เพื่อเห็นความใกล้เคียงระหว่างทิฏฐิกับมานะ; ถ้าต้องการดูว่า มานะและกิเลสอื่น ๆ ของพระอริยบุคคลชั้นสูงเป็นอย่างไร ดูตัวอย่างที่เรื่องพระอนุรุทธใน อง.ติก.20/570/363 )

 

บันทึกที่ 3  เกิดและตายแบบปัจจุบัน

            ผู้ต้องการสืบความในบาลีเกี่ยวกับสังสารวัฎ หรือการเวียนว่ายตายเกิด แบบที่เป็นไปในปัจจุบัน ภายในชาตินี้ อาจศึกษาพระสูตรตอนหนึ่งต่อไปนี้ เป็นตัวอย่าง

            “ความสำคัญตนที่เป็นกิเลสหมักหมม ย่อมไม่เป็นไปแก่บุคคลผู้ดำรงอยู่ในธรรมสี่ประการ (คือ ปัญญา สัจจะ จาคะ อุปสมะ), เมื่อไม่มีความสำคัญตนที่เป็นกิเลสหมักหมมเป็นไป ย่อมเรียกได้ว่า เป็นมุนีผู้สงบ”  ข้อความที่กล่าวไว้ดังนี้นั้น เราได้กล่าวโดยอาศัยเหตุผลอะไร? (ชี้แจงว่า) ความสำคัญตนย่อมมีว่า เราเป็นบ้าง เราไม่เป็นบ้าง เราจักเป็นบ้าง เราจักไม่เป็นบ้าง เราจักเป็นผู้มีรูปบ้าง เราจักเป็นผู้ไม่มีรูปบ้าง เราจักเป็นผู้มีสัญญาบ้าง เราจักเป็นผู้ไม่มีสัญญาบ้าง เราจักเป็นเนวสัญญานาสัญญีบ้าง; ดูกรภิกษุ ความสำคัญตน เป็นโรคร้าย เป็นฝีร้าย เป็นศรร้าย, เพราะก้าวล่วงความสำคัญตน (ว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้) ทั้งหมดได้ จึงจะเรียกว่าเป็นมุนีผู้สงบ; ดูกรภิกษุ มุนีผู้สงบ ย่อมไม่เกิด ย่อมไม่แก่ ย่อมไม่ตาย ย่อมไม่วุ่นใจ ย่อมไม่ใฝ่ทะยาน, สิ่งอันเป็นเหตุที่เขาจะเกิด ย่อมไม่มี, เมื่อไม่เกิด จักแก่ได้อย่างไร, เมื่อไม่แก่ จักตายได้อย่างไร, เมื่อไม่ตาย จักวุ่นใจได้อย่างไร, เมื่อไม่วุ่นใจ จักใฝ่ทะยานได้อย่างไร; “ความสำคัญตนที่เป็นกิเลสหมักหมม ย่อมไม่เป็นไปแก่บุคคลผู้ดำรงอยู่ในธรรมสี่ประการ, เมื่อไม่มีความสำคัญตนที่เป็นกิเลสหมักหมมเป็นไป ก็เรียกได้ว่าเป็นมุนีผู้สงบ” ข้อความที่เรากล่าวไว้ดังนี้ เราได้กล่าวโดยอาศัยเหตุผลดังว่ามานี้ ; ดูกรภิกษุ เธอจงทรงจำการจำแนกธาตุ 6 โดยย่อ แห่งเราดังนี้

            บาลีนี้มาใน ม.อุ.14/693/446; นอกนี้ พึงดูประกอบที่ ม.อุ.14/643/415; สํ.ข.17/479/283; สํ.สฬ.18/21/17; ขุ.สุ.25/422/519; ขุ.ม.29/863/532 (แก่=เสื่อมหรือสูญเสีย);ขุ.เถร.26/316/307;ขุ.ชา.27/1811/354 เป็นต้น

 

บันทึกที่ 4:-   ปฏิจจสมุปบาทแนวอภิธรรม

            ในพระอภิธรรมปิฎก ท่านจำแนกกระบวนธรรมปฏิจจสมุปบาทออกเป็นหลายแบบ ตามประเภทแห่งจิตที่เป็นอกุศล กุศล อัพยากฤต (วิบากและกิริยา) และซอยละเอียดออกไปอีกตามระดับจิตที่เป็นกามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร โลกุตตระ (อภิ.วิ.35/255-430/181-257) องค์ธรรมที่เป็นปัจจัยในกระบวนธรรมเหล่านั้นบางอย่างเปลี่ยนแปลกออกไปตามประเภทของจิตด้วย ไม่เป็นแบบเดียวเหมือนอย่างที่แสดงไว้ในพระสูตร เช่น ในกุศลจิตบางอย่าง กระบวนธรรมอาจเริ่มต้นด้วยสังขารทีเดียว ไม่มีอวิชชา หรืออาจเริ่มด้วยกุศลมูลแทนอวิชชา เป็นต้น โดยเฉพาะที่น่าสังเกตยิ่ง คือ ตัณหามีเฉพาะในอกุศลจิตอย่างเดียวเท่านั้น ในจิตประเภทอื่น ๆ ตัณหาถูกแทนด้วย ปสาทะ หรือไม่ก็ข้ามไปเสียทีเดียว ทั้งนี้เพราะอภิธรรมศึกษาจิตซอยเป็นแต่ละขณะ ๆ จึงวิเคราะห์องค์ธรรมทั้งหลายที่เป็นปัจจัยในกระบวนธรรมเฉพาะขณะนั้น ๆ อวิชชาและตัณหา เป็นต้น ที่ถูกข่มถูกเบียนในขณะนั้น ๆ จะไม่ถูกแสดงไว้ตามชื่อของมัน แต่แสดงในรูปองค์ธรรมอื่นที่ปรากฏเด่นชัดขึ้นมาแทนที่ หรือไม่ก็ข้ามไปทีเดียว นอกจากนั้น บาลีในพระอภิธรรมปิฎกยังได้แสดงองค์ธรรมทั้งหลายในลักษณะที่สัมปยุต (ประกอบร่วม) และที่เป็นปัจจัยในทางกลับกัน (เช่น อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร สังขารก็เป็นปัจจัยให้เกิดอวิชชา สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ วิญญาณก็เป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร ฯลฯ) ไว้ด้วย ในที่นี้ จะนำเอาเฉพาะกระบวนธรรมแบบหลักใหญ่มาแสดงไว้เพื่อประกอบการพิจารณา


ก.     อกุศลจิต 12 

                                อวิชชา                 เป็นปัจจัยให้เกิด                  สังขาร

                        สังขาร                 เป็นปัจจัยให้เกิด                  วิญญาณ

                        วิญญาณ              เป็นปัจจัยให้เกิด                  นาม  

                        นาม                   เป็นปัจจัยให้เกิด                  ฉัฏฐายตนะ

                        ฉัฏฐายตนะ           เป็นปัจจัยให้เกิด                  ผัสสะ  

                        ผัสสะ                 เป็นปัจจัยให้เกิด                  เวทนา 

                        เวทนา                 เป็นปัจจัยให้เกิด                  ตัณหา

            หรือ       เวทนา                 เป็นปัจจัยให้เกิด                  ปฏิฆะ1 

            หรือ       เวทนา                 เป็นปัจจัยให้เกิด                  วิจิกิจฉา2 

            หรือ       เวทนา                 เป็นปัจจัยให้เกิด                  อุทธัจจะ3 

                        ตัณหา                 เป็นปัจจัยให้เกิด                  อุปาทาน 

            หรือ       ตัณหา                 เป็นปัจจัยให้เกิด                  อธิโมกข์4 

            หรือ       ปฏิฆะ                 เป็นปัจจัยให้เกิด                  อธิโมกข์1 

            หรือ       อุทธัจจะ                  เป็นปัจจัยให้เกิด               อธิโมกข์3 

                        อุปาทาน               เป็นปัจจัยให้เกิด                  ภพ 

            หรือ       อธิโมกข์               เป็นปัจจัยให้เกิด                  ภพ1-3-4 

            หรือ       วิจิกิจฉา               เป็นปัจจัยให้เกิด                  ภพ2

                        ภพ                    เป็นปัจจัยให้เกิด                  ชาติ

                        ชาติ                    เป็นปัจจัยให้เกิด                  ชรามรณะ

                                                                                    = ความเกิดพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้น

หมายเหตุ:- ฉัฏฐายตนะ= อายตนะที่ 6 คือ  มโน;   ปฏิฆะ = ความขัดเคือง กระทบกระทั่งใจ

                        อธิโมกข์  =  ความน้อมใจดิ่งไป, ความปลงใจ

                        1 = อกุศลจิตที่ 9 และ10           2 = อกุศลจิตที่ 11

                        3 =  อกุศลจิตที่ 12                 4 = อกุศลจิตที่ 2,3,4,6,7,8

 

 

ข.    กุศลจิต (เฉพาะกามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร) 

                                อวิชชา                 เป็นปัจจัยให้เกิด                  สังขาร

            หรือ       กุศลมูล               เป็นปัจจัยให้เกิด                  สังขาร

                        สังขาร                 เป็นปัจจัยให้เกิด                  วิญญาณ

                        วิญญาณ              เป็นปัจจัยให้เกิด                  นาม

                        นาม                   เป็นปัจจัยให้เกิด                  ฉัฏฐายตนะ  

                        ฉัฏฐายตนะ           เป็นปัจจัยให้เกิด                  ผัสสะ 

                        ผัสสะ                 เป็นปัจจัยให้เกิด                  เวทนา

                        เวทนา                 เป็นปัจจัยให้เกิด                  ปสาท 

                        ปสาทะ                เป็นปัจจัยให้เกิด                  อธิโมกข์ 

                        อธิโมกข์  เป็นปัจจัยให้เกิด                  ภพ

                        ภพ                    เป็นปัจจัยให้เกิด                  ชาติ

                        ชาติ                    เป็นปัจจัยให้เกิด                  ชรามรณะ

                                                                                    = ความเกิดพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้น 

หมายเหตุ :- ปสาทะ = ความผ่องใสแช่มชื่น, ศรัทธา

 

ค.    วิบากจิต  และกิริยาจิต  (เฉพาะกามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร) 

                        (กุศลมูล               เป็นปัจจัยให้เกิด                   สังขาร)

                        สังขาร                 เป็นปัจจัยให้เกิด                   วิญญาณ

                        วิญญาณ              เป็นปัจจัยให้เกิด                   นาม

                        นาม                   เป็นปัจจัยให้เกิด                   ฉัฏฐายตนะ

                        ฉัฏฐายตนะ           เป็นปัจจัยให้เกิด                   ผัสสะ

                        ผัสสะ                 เป็นปัจจัยให้เกิด                   เวทนา

                        เวทนา                 เป็นปัจจัยให้เกิด                   ภพ

         หรือ          เวทนา                 เป็นปัจจัยให้เกิด                   อธิโมกข์

                        อธิโมกข์               เป็นปัจจัยให้เกิด                   ภพ1

         หรือ          เวทนา                 เป็นปัจจัยให้เกิด                   ปสาทะ

                        ปสาทะ                เป็นปัจจัยให้เกิด                   อธิโมกข์

                        อธิโมกข์               เป็นปัจจัยให้เกิด                   ภพ2

                        ภพ                    เป็นปัจจัยให้เกิด                   ชาติ

                        ชาติ                    เป็นปัจจัยให้เกิด                          ชรามรณะ

                                                                                     = ความเกิดพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้น

 

หมายเหตุ :-  1 = หมวดนี้ได้ในอเหตุกกุศลวิบากจิตที่ 6-7-8 ,อกุศลวิบากจิตที่ 6-7, อเหตุกกิริยาจิตทั้ง 3

                2 = หมวดนี้ได้ใน กามาวจรวิบากจิต รูปาวจรวิบากจิต อรูปาวจรวิบากจิต, กามาวจรกิริยาจิต  รูปาวจรกิริยาจิต อรูปาวจรกิริยาจิต ทั้งหมด

                     ข้อความที่อยู่ในวงเล็บ หมายความว่า ข้อที่ 1 นั้น อาจว่าง   เริ่มที่ข้อ 2  คือ สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณทีเดียวก็ได้ หรืออาจเริ่มด้วยอกุศลมูล       เป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร ก็ได้ แต่ถ้าเริ่มต้นด้วยอกุศลมูล จะได้เฉพาะในอกุศลวิบากจิต 7 เท่านั้น

 

ง.     โลกุตตรจิต (กุศล และวิบาก) 

 กุศล:-                 อวิชชา                 เป็นปัจจัยให้เกิด                  สังขาร

            หรือ       กุศลมูล               เป็นปัจจัยให้เกิด                  สังขาร

วิบาก:-                (กุศลมูล               เป็นปัจจัยให้เกิด                  สังขาร)

                        สังขาร                 เป็นปัจจัยให้เกิด                  วิญญาณ

                        วิญญาณ              เป็นปัจจัยให้เกิด                  นาม

                        นาม                   เป็นปัจจัยให้เกิด                  ฉัฏฐายตนะ

                        ฉัฏฐายตนะ           เป็นปัจจัยให้เกิด                  ผัสสะ

                        ผัสสะ                 เป็นปัจจัยให้เกิด                  เวทนา

                        เวทนา                 เป็นปัจจัยให้เกิด                   ปสาทะ

                        ปสาทะ                เป็นปัจจัยให้เกิด                   อธิโมกข์

                        อธิโมกข์               เป็นปัจจัยให้เกิด                   ภพ

                        ภพ                    เป็นปัจจัยให้เกิด                   ชาติ

                        ชาติ                    เป็นปัจจัยให้เกิด                          ชรามรณะ

                                                                                     = ความเกิดพร้อมแห่งธรรมเหล่านี้

ข้อสังเกต:-  โลกุตตรกุศลจิต อาจเริ่มด้วยอวิชชา หรือกุศลมูล แต่โลกุตตรวิบากจิตเริ่มด้วยกุศลมูล หรือไม่ก็เริ่มที่

                สังขาร ทีเดียว  อนึ่ง คำสรุปท้าย เปลี่ยนจาก ความเกิดพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้น เป็น ความเกิดพร้อม 

               แห่งธรรมเหล่านี้

 

บันทึกที่ 5:-  ปัญหาการแปลคำว่า นิโรธ

            “นิโรธ” แปลกันมาอย่างเดียวว่า “ดับ” จนกล่าวได้ว่ากลายเป็นแบบตายตัว ถ้าแปลอย่างอื่น อาจถูกหาว่าแปลผิดหรือเข้าใจว่าแปลจากคำอื่นที่ไม่ใช่นิโรธ แม้ในหนังสือนี้ก็ต้องแปลตามนิยมว่า  “ดับ”  เพื่อสะดวกและไม่ให้เข้าใจเป็นคำอื่น (และยังหาคำกะทัดรัดแทนไม่ได้) แต่ความจริง การแปลว่า ดับนั่นแหละ มีหลายกรณีที่อาจทำให้เข้าใจผิดและว่าตามหลักบางคราวก็ไม่ใช่คำแปลที่ถูกต้อง

            คำว่า “ดับ” ตามปกติหมายถึง การทำสิ่งที่เกิดมีขึ้นแล้วให้หมดสิ้นไป หรือการหมดสิ้นไปของสิ่งที่เกิดมีขึ้นแล้ว แต่ “นิโรธ” ในปฏิจจสมุปบาท (และในทุกขนิโรธอริยสัจจ์) หมายถึง การที่สิ่งนั้น ๆ ไม่เกิดขึ้น ไม่มีขึ้น เพราะไม่มีเหตุที่จะทำให้มันเกิดขึ้น เช่น เพราะอวิชชานิโรธ  สังขารจึงนิโรธ  ซึ่งแปลกันว่า  เพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ นั้นความจริงหมายถึงว่า เพราะอวิชชาไม่มีหรือไม่เกิดขึ้น หรือหมดปัญหาที่เนื่องจากอวิชชาแล้ว สังขารก็ไม่มี ไม่เกิดขึ้นหรือจึงหมดปัญหาที่เนื่องจากสังขาร มิใช่จะต้องหมายความว่า ทำอวิชชาที่เกิดขึ้นแล้วให้หมดสิ้นไป สังขารที่เกิดขึ้นแล้วจึงหมดสิ้นไป

            “นิโรธ”  ที่ควรแปลว่าดับนั้น ตามปกติท่านใช้ในความหมายที่แสดงสภาวะตามธรรมดา หรือธรรมชาติของสิ่งปรุงแต่งทั้งหลาย เป็นไวพจน์อย่างหนึ่งของคำว่า ภังค์ (แตกสลาย)  หรือ อนิจจะ  ขยะ วยะ  เป็นต้น เช่นในบาลีว่า “อิมา โข ภิกฺขเว ติสฺโส เวทนา อนิจฺจา สงฺขตา ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา ขยธมฺมา วยธมฺมา วิราคธมฺมา นิโรธธมฺ-มา”  (ภิกษุทั้งหลาย  เวทนาสามเหล่านี้แล เป็นสิ่งปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น ไม่เที่ยง มีอันเสื่อมสิ้น มลาย จางหาย ดับไปเป็นธรรมดา) – สํ.สฬ.18/388/266 (องค์ทุกข้อในปฏิจจสมุปบาทมีสภาวะเป็นอย่างนี้ทั้งหมด) ความหมายในแง่นี้ว่า สังขารทั้งหลายเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ก็ต้องเสื่อมสลายไปเองตามธรรมดาของเหตุปัจจัย ไม่ต้องไปพยายามดับ มันก็ดับ กรณีนี้มุ่งพูดแสดงสภาวะ สัมพันธ์กับการปฏิบัติเพียงว่า เป็นของเกิดได้ก็ดับได้

            ส่วน “นิโรธ” ในทุกขนิโรธอริยสัจจ์ (=ปฏิจจสมุปบาทนิโรธวาร) แม้จะกล่าวถึงกระบวนการตามธรรมชาติ แต่เป็นกระบวนการที่แสดงโดยมุ่งให้ชี้บ่งถึงการปฏิบัติ ท่านให้แปลได้ 2 อย่าง (วิสุทธิ.3/77-78) อย่างหนึ่งมาจาก นิ (= อภาวะ = ไม่มี)  +  โรธ (= จารก = คุก ที่คุมขัง  เรือนจำ ที่กักกัน เครื่องปิดล้อม สิ่งกีดขวางจำกัด) จึงแปลว่า ไม่มีสิ่งกีดกั้นจำกัด หรือหมดเครื่องกักกัน อธิบายว่า ไม่มีเครื่องปิดกั้นจำกัด อันได้แก่ที่คุมขังคือ        สังสาระ อีกอย่างหนึ่งนิโรธในที่นี้ ตรงกับ อนุปปาทะ แปลว่า ไม่เกิดขึ้น วิสุทธิ.ฏีกา 3/173 กำกับความไว้อีกว่า นิโรธศัพท์ (ในที่นี้) ไม่แปลว่า ภังค์ (ดับ สลาย)

            เป็นอันว่า การแปล นิโรธ ว่า ดับ ถ้าไม่ถึงกับผิด ก็ไม่สู้ตรงความหมายที่ถูกต้อง แต่จะหาคำแปลอื่น ก็ยังหาคำโดดที่รัดกุมคุมความดีไม่ได้ จึงยอมไปตามนิยมก่อน แต่ต้องทำความเข้าใจกันว่าหมายความอย่างนี้ ๆ และโดยนัยนี้สูตรปฏิจจสมุปบาทฝ่ายนิโรธวาร อาจแปลทำนองนี้ว่า “เพราะปลอดอวิชชา  จึงปลอดสังขาร ฯลฯ”  “เพราะอวิชชาปลอดไป สังขารจึงปลอดไป ฯลฯ”  “เพราะอวิชชาหยุดก่อผล สังขารจึงหยุดก่อผล ฯลฯ” หรือ “เพราะอวิชชาหมดปัญหา สังขารจึงหมดปัญหา ฯลฯ” ดังนี้เป็นต้น

            แม้ในปฏิจจสมุปบาทฝ่ายสมุทัยวาร  ก็มีปัญหาในการแปลบ้างเหมือนกัน คำบาลีนั้นกินความหมายกว้างกว่าที่จะแปลตายตัวเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งในภาษาไทย ความที่ว่า อวิชฺชาปจฺจยา  สงฺขารา ฯลฯ นั้น กินความหมายด้วยว่า “เพราะอวิชชาอย่างนี้ สังขารจึงอย่างนี้, สังขารอย่างนี้ วิญญาณจึงอย่างนี้, วิญญาณอย่างนี้ นามรูปจึง     อย่างนี้, นามรูปอย่างนี้  สฬายตนะจึงอย่างนี้, สฬายตนะอย่างนี้  ผัสสะจึงอย่างนี้, ผัสสะอย่างนี้  เวทนาจึงอย่างนี้,  เวทนาอย่างนี้ ตัณหาจึงอย่างนี้, ตัณหาอย่างนี้ อุปาทานจึงอย่างนี้, อุปาทานอย่างนี้  ภพจึงอย่างนี้, ภพอย่างนี้ ชาติจึงอย่างนี้, เพราะชาติ ชารมรณะจึงมี ฯลฯ”

 

บันทึกที่ 6 :-   ความหมายย่อขององค์ธรรมในปฏิจจสมุปบาท

            ความหมายขององค์ธรรมต่าง ๆ แห่งปฏิจจสมุปบาท ที่ได้แสดงไว้ในตัวบท ยังค่อนข้างยืดยาวเยิ่นเย้อ จึงเสนอความหมายสั้น ๆ ง่าย ๆ ไว้ดังนี้

  1. อวิชชา          ความไม่รู้ ไม่รู้ตามเป็นจริง การไม่ใช้ปัญญา
  2. สังขาร          ความคิดปรุงแต่ง เจตน์จำนง จิตนิสัย และทุกสิ่งที่จิตได้สั่งสมอบรมไว้
  3. วิญญาณ       ความรู้ต่อโลกภายนอก ต่อเรื่องราวในจิตใจ สภาพพื้นจิต
  4. นามรูป         องคาพยพ ส่วนประกอบของชีวิต ทั้งกายและใจ
  5. สฬายตนะ      สื่อแห่งการรับรู้ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
  6. ผัสสะ          การรับรู้ การติดต่อกับโลกภายนอก การประสบอารมณ์
  7. เวทนา          ความรู้สึกสุข ทุกข์ สบาย ไม่สบาย หรือเฉยๆ
  8. ตัณหา          ความอยาก คือ อยากได้ อยากเป็น อยากคงอยู่ตลอดไป อยากเลี่ยงหรือทำลาย
  9. อุปาทาน        ความยึดติดถือมั่น ความผูกพันถือค้างไว้ในใจ ใฝ่นิยม เทิดค่า การถือรวมเข้ากับตัว

 

  1. ภพ              ภาวะชีวิตที่เป็นอยู่ เป็นไป บุคลิกภาพ กระบวนพฤติกรรมทั้งหมดของบุคคล
  2. ชาติ             การเกิดมีตัวที่คอยออกรู้ออกรับเป็นผู้อยู่ในภาวะชีวิตนั้น เป็นเจ้าของบทบาทความเป็นอยู่เป็นไปนั้น ๆ

 

  1. ชรามรณะ      การประสบความเสื่อม ความไม่มั่นคง  ความสูญเสียจบสิ้น แห่งการที่ตัวได้อยู่ครอบครองภาวะชีวิตนั้น ๆ

                      

โสกะ  ปริเทวะ  ทุกข์  โทมนัส  อุปายาส = ความเศร้าเสียใจ เหี่ยวแห้งใจ คร่ำครวญ หวนไห้ เจ็บปวดรวดร้าว น้อยใจ สิ้นหวัง คับแค้นใจ  คือ อาการหรือรูปต่าง ๆ ของความทุกข์ อันเป็นของเสียมีพิษที่คั่งค้างหมักหมมกดดันอั้นอยู่ภายในซึ่งคอยจะระบายออกมา เป็นทั้งปัญหาและปมก่อปัญหาต่อ ๆ ไป

 

 

บันทึกที่ 7 :-  ความหมายของภวตัณหา และวิภวตัณหา

            การแปลความหมายของตัณหา 3 อย่าง โดยเฉพาะข้อที่ 2 คือ ภวตัณหา และข้อที่ 3  คือ วิภวตัณหา มักมีปัญหาเกี่ยวกับความไม่ชัดเจน และความเห็นที่ขัดแย้งกัน จึงขอนำหลักฐานต่าง ๆ มาให้ช่วยกันพิจารณา

            ในพระสูตร แม้บางแห่งจะจำแนกตัณหาออกเป็น 3 อย่าง และบอกชื่อไว้คือ กามตัณหา  ภวตัณหา และวิภวตัณหา ดังเช่นในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร (วินย.4/13/18; สํ.ม.19/1664/528) สังคีติสูตร และทสุตตรสูตร (ที.ปา.11/228/228; 392/291)  เป็นต้น แต่ก็ไม่มีที่ใดให้คำจำกัดความหรือแสดงความหมายไว้โดยตรงเลย ผู้ศึกษาจึงต้องหันไปพึ่งคัมภีร์ฝ่ายพระอภิธรรม และคัมภีร์ชั้นอรรถกถา ครั้นได้หลักฐานมาเพียงบางแง่บางส่วน ไม่ครบถ้วนก็ดี หลักฐานที่ได้พบตนไม่สามารถแปลความหมายได้ชัดแจ้งก็ดี ก็ทำให้เกิดความเห็นแตกต่างและขัดแย้งกันขึ้น

            ในพระสูตรนั้น แม้ว่าท่านจะไม่ได้ให้คำจำกัดความและแสดงความหมายไว้โดยตรง แต่ก็มีข้อความประกอบและพุทธพจน์ตรัสสอนในบางกรณี ที่จะช่วยส่องให้เห็นความหมายของตัณหา 3 อย่างชัดเจนขึ้นได้ ในที่นี้ จึงจะแสดงหลักฐานทั้งฝ่ายพระสูตร พระอภิธรรม และคำอธิบายของอรรถกถา เพื่อผู้ศึกษาจะได้พิจารณาอย่างกว้างขวาง

            ตัณหาสูตร ในอิติวุตตกะ (ขุ.อิติ.25/236/268) เป็นพระบาลีแห่งหนึ่งที่พระพุทธเจ้าทรงจำแนกตัณหา 3 อย่าง ไว้ ณ ที่นี้  แม้ว่าพระองค์จะมิได้ทรงแสดงความหมายของตัณหาแต่ละอย่างไว้โดยตรง แต่ก็ได้ตรัสข้อความเป็นคาถาซึ่งอาจใช้ประกอบในการที่จะเข้าใจความหมายต่อไป พระสูตรนี้ เมื่อแปลตรงไปตรงมาตามคำศัพท์เท่าที่มี โดยยังไม่นำเอาคำอธิบายเสริมความของอรรถกถาเข้าไปปรุง จะได้ดังนี้

            “ภิกษุทั้งหลาย ตัณหาเหล่านี้มี 3 ประการ 3 ประการเป็นไฉน?  ได้แก่ กามตัณหา  ภวตัณหา วิภวตัณหา. ภิกษุทั้งหลาย ตัณหา 3 ประการ ดั่งนี้แล...”

                        “ชนทั้งหลายผูกพันด้วยเครื่องผูกพันคือตัณหา มีจิตยินดีในภพและอภพ (ภวาภเว). พวกเขาพัวพันด้วยเครื่องผูกของมาร ไม่มีความลุโล่งโปร่งใจ เป็นสัตว์ไปสู่สงสาร ถึงความเกิดและความตาย. ส่วนชนเหล่าใด กำจัดตัณหาได้แล้ว เป็นผู้ปราศจากตัณหาในภพและอภพ  (ภวาภเว) บรรลุความสิ้นอาสวะ, ชนเหล่านั้น เป็นผู้ถึงฝั่งแล้วในโลก.”

            อีกสูตรหนึ่ง ในอิติวุตตกะนั้นเอง ชื่อ ทิฏฐิสูตร (ขุ.อิติ.25/227/263)  มุ่งแสดงเรื่องทิฏฐิ 2 ซึ่งหมายถึงภวทิฏฐิและวิภวทิฏฐิ แต่เนื้อหาที่ตรัสเป็นการแสดงภวตัณหาและวิภวตัณหาไปด้วยในตัว ขอแปลมาให้ดูทั้งสูตร ดังนี้

            “ภิกษุทั้งหลาย เทพและมนุษย์ทั้งหลาย ถูกทิฏฐิ 2 จำพวก เข้าครองใจแล้ว พวกหนึ่งติดล้าอยู่ พวกหนึ่งวิ่งเลยไปเสีย ส่วนพวกที่มีตาจึงมองเห็น

            “ภิกษุทั้งหลาย พวกหนึ่งติดล้าอยู่เป็นอย่างไร? (กล่าวคือ) เทพและมนุษย์ทั้งหลายเป็นผู้มีภพเป็นที่ยินดี (ภวารามา) รื่นรมย์ในภพ (ภวรตา) บันเทิงในภพ (ภวสัมมุทิตา), เมื่อตถาคตแสดงธรรมเพื่อความดับแห่งภพ      (ภวนิโรธ) จิตของเทพและมนุษย์เหล่านั้น ย่อมไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งแน่วลง ไม่น้อมดิ่งไป, พวกหนึ่งติดล้าอยู่อย่างนี้.

            “ภิกษุทั้งหลาย พวกหนึ่งวิ่งเลยไป เป็นอย่างไร? (กล่าวคือ) คนพวกหนึ่ง อึดอัดระอา รังเกียจอยู่ด้วยภพนั่นแหละ จึงพร่ำชื่นชมวิภพ (หรือจึงยินดียิ่งซึ่งวิภพ = วิภวํ  อภินนฺทนฺติ,  วิภวะ หรือ วิภพ = ความปราศจากภพอรรถกถา อิติ.อ.233 ไขความว่า =อุจเฉทะ แปลว่า  ความขาดสูญ) ว่า นี่แน่ะท่านเอย นัยว่า หลังจากร่างกายแตกทำลายตายไปแล้ว อัตตานี้ก็จะขาดสูญ มลายสิ้น, นี่ละคือภาวะสุดประเสริฐ, นี่ละคือภาวะดีเยี่ยม, นี่ละคือภาวะที่เป็นของแท้, พวกหนึ่งวิ่งเลยไปอย่างนี้.

            “ภิกษุทั้งหลาย พวกที่มีตาจึงมองเห็น เป็นอย่างไร? (กล่าวคือ) ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมมองเห็นสภาพภพ (ภูต อรรถกถาว่า =ขันธ์ 5) โดยความเป็นสภาพภพ (คือเห็นตามสภาวะที่เป็นจริง), ครั้นเห็นสภาพภพโดยความเป็นสภาพภพแล้ว ย่อมเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อหายติด (นิพพิทา) เพื่อหมดใคร่ (วิราคะ) เพื่อนิโรธแห่งสภาพภพนั้น, ส่วนพวกที่มีตาจึงมองเห็นอย่างนี้....

“ผู้ใดเห็นสภาพภพโดยความเป็นสภาพภพ และเห็นสภาวะที่ล่วงพ้นสภาพภพ, ผู้นั้นย่อมน้อมใจดิ่งไปในภาวะที่เป็นจริง เพราะหมดสิ้นภวตัณหา, ถ้าเขากำหนดรู้สภาพภพ เขาจะเป็นผู้ปราศตัณหา ทั้งในภพและอภพ (ภวาภเว), เพราะความหมดภพแห่งสภาพภพ ภิกษุทั้งหลายจะไม่มาสู่ภพอีก..”

            ในพระสูตรนี้ มีข้อสังเกตสำคัญที่ควรกล่าว ณ ที่นี้ 2 ประการ คือ

  1. พระพุทธเจ้าตรัส ตัณหา และทิฏฐิ ควบคู่ไปด้วยกัน เพราะเป็นของเนื่องกัน อิงอาศัยกัน คนพวกหนึ่งยินดีในภพ ปรารถนาภพ (ภวรม, ภวอภิรม=ภวตัณหา)  และมีความเห็นยึดติดถือมั่นว่า ภพนั้นเป็นที่น่ายินดี เป็นที่รองรับความยั่งยืนของอัตตา เป็นสภาพที่น่าปรารถนา (ภวทิฏฐิ)  ส่วนคนอีกพวกหนึ่งเกลียดชังภพ ชื่นชมยินดีวิภพ ปรารถนาความขาดสูญ (วิภวอภินันท=วิภวตัณหา) และมีความเห็นเชื่อถือยึดถือว่า อัตตาจะขาดสูญ (วิภวทิฏฐิ=อุจเฉททิฏฐิ) 
  2. ความในพระสูตร แสดงความแตกต่างระหว่าง วิภวะ หรือ วิภพ (ความปราศจากภพ ไม่มีภพ หมายถึง ความขาดสูญ) ซึ่งเป็นที่ยึดถือของความเห็นผิด กับ ภวนิโรธ (ความดับภพ)  ซึ่งเป็นคำสอนและเป็นสภาวะที่พึงมุ่งหมายในพุทธธรรม วิภวะ หรือวิภพ เป็นสภาวะที่ตรงข้ามกับภวะ หรือภพ เป็นปลายสุดสองข้างที่ทรงมุ่งอธิบายในพระสูตรนี้ว่า คนพวกหนึ่งติดล้าอยู่ปลายสุดด้านภพ อีกพวกหนึ่งวิ่งเลยเถิดไปยังปลายสุดด้าน    วิภพ พระพุทธเจ้าตรัสสอนให้หลีกเว้นปลายสุดทั้งสองด้านนั้น สิ่งที่พระองค์ทรงสอนให้มุ่งหมายคือ ภวนิโรธ ซึ่งไม่ใช่ทั้งสองอย่างนั้น เป็นเรื่องกลาง ๆ  ตามสภาวะ ถ้าเข้าใจเรื่องนี้ ก็จะเข้าใจเรื่องมัชเฌนธรรมเทศนา และมัชฌิมาปฏิปทา

            ตัณหากับทิฏฐินั้น เป็นองค์ธรรมต่างอย่าง แต่ใกล้ชิด อยู่ในชุดเดียวกัน อิงอาศัยกัน เมื่อเห็นว่าอย่างใดดี ก็อยากได้อย่างนั้น เมื่ออยากได้อย่างใด ก็จะเห็นจะมองให้เป็นอย่างนั้น โดยเฉพาะในเมื่อปฏิบัติต่อสิ่งที่ไม่รู้ ซึ่งเป็นเรื่องของความคิดปรุงแต่ง ดังนั้น ในความหมายของตัณหา ที่จะยกมาแสดงต่อไปนี้ ท่านจึงนำเอาทิฏฐิมาช่วยอธิบายตัณหาด้วย ว่าตัณหาอย่างนั้นคือความอยากที่ประกอบด้วยทิฏฐิอย่างนั้น แต่กระนั้นก็ต้องตระหนักว่า ตัณหากับทิฏฐิก็ยังคงเป็นองค์ธรรมคนละอย่าง ตัณหาก็อย่างหนึ่ง ทิฏฐิก็อย่างหนึ่ง หรือความอยากก็อย่างหนึ่ง ความเห็นก็อย่างหนึ่ง

            ในปุราเภทสูตร ในสุตตนิบาต (ขุ.สุ.25/417/501) มีข้อความในคาถาหนึ่ง พร้อมทั้งคำอธิบายในมหานิทเทสและในอรรถกถา ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจความหมายของภวตัณหาและวิภวตัณหาชัดเจนยิ่งขึ้น ข้อความในพระสูตรตอนนั้นว่า

            “ผู้ใดไม่มีความอิงอาศัย (คือไม่ขึ้นต่อตัณหาและทิฏฐิ), รู้ธรรมแล้ว ไม่ขึ้นต่ออะไร ๆ (คือจิตใจเป็นอิสระ), ไม่มีตัณหา ไม่ว่าเพื่อภพ หรือเพื่อวิภพ (ภวาย วิภวาย วา ตณฺหา = ความทะยานอยากเพื่อจะเป็น หรือเพื่อจะไม่เป็น), เราเรียกผู้นั้นว่า เป็นผู้สงบ”

คำสำคัญในที่นี้คือ ภวาย วิภวาย วา ตณฺหา ซึ่งแยกออกได้เป็น ภวาย ตณฺหา (ตัณหาเพื่อภพ หรือความทะยานอยากเพื่อจะเป็น) กับ วิภวาย ตณฺหา  (ตัณหาเพื่อวิภพ หรือความทะยานอยากเพื่อจะไม่เป็น) กล่าวได้ว่า คำทั้งสองนี้ก็คือรูปขยายหรือแยกศัพท์ของภวตัณหา และวิภวตัณหา นั่นเอง อย่างไรก็ตาม คัมภีร์มหานิทเทส ซึ่งอธิบายสุตตนิบาตช่วงนี้และเป็นคัมภีร์ในพระไตรปิฎกเช่นเดียวกัน ได้ไขความพระบาลีตอนนี้ (ขุ.ม.29/420/294) โดยอธิบายตัณหาว่า ได้แก่ ตัณหาในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ และไขความ ภวาย และวิภวาย หลายนัย นัยที่ 1  ว่าภวาย หมายถึง ภวทิฏฐิ และวิภวาย หมายถึง วิภวทิฏฐิ นัยที่ 2  ว่า ภวาย หมายถึง สัสสตทิฏฐิ  วิภวาย หมายถึงอุจเฉททิฏฐิ (นัยที่ 2 ว่าโดยสาระก็เหมือนกับนัยแรกนั่นเอง) นัยที่ 3  ไขความเฉพาะแต่ ภวาย ว่าหมายความว่า (ตัณหาหรือความทะยานอยาก) เพื่อความเป็น (ภพ) บ่อย ๆ เพื่อความไป (คติ)บ่อย ๆ เพื่อความอุบัติบ่อย ๆ เพื่อปฏิสนธิบ่อย ๆ เพื่อความบังเกิดแห่งอัตภาพบ่อย ๆ ส่วนวิภวาย ท่านไม่ไขความไว้ แต่กระนั้นก็ตาม การไขความ ภวาย ตามนัยที่ 3 นี้ ก็เท่ากับเป็นเครื่องชี้บ่งให้แปลวิภวาย ว่า (ตัณหาหรือความทะยานยาก) เพื่อความไม่เป็น (วิภพ หรือปราศจากภพ) หรือเพื่อความขาดสูญ

            ในพระอภิธรรมปิฎก คัมภีร์ได้ให้คำจำกัดความตัณหาต่าง ๆ ไว้ บางแห่ง (อภิ.สํ.34/845/328; อภิ.วิ.35/912/485) อธิบายเฉพาะภวตัณหา ซึ่งในที่นั้นมาคู่กับอวิชชา ว่า “บรรดาองค์ธรรม 2 อย่างนั้น ภวตัณหาเป็นไฉน?  ความพอใจในภพ ความยินดีในภพ ความเพลิดเพลินในภพ ความปรารถนาในภพ ความเสน่หาในภพ ความร่านรนในภพ ความสยบในภพ ความหมกมุ่นในภพ อันใด นี้เรียกว่า ภวตัณหา.” อีกแห่งหนึ่ง (อภิ.วิ.35/933/494) อธิบายตัณหาทั้ง 3 อย่างดังนี้ “บรรดาตัณหา 3 นั้น ภวตัณหาเป็นไฉน? ความใคร่ ความติดใคร่ ความยินดี ความคล้อยไปหา ความเพลิดเพลิน ความใฝ่รักเพลิดเพลิน ความติดใคร่แห่งจิต ที่เป็นไปพร้อมด้วยภวทิฏฐิ, นี้เรียกว่า ภวตัณหา. วิภวตัณหา เป็นไฉน? ความใคร่ ความติดใคร่ ความยินดี ความคล้อยไปหา ความเพลิดเพลิน ความใฝ่รักเพลิดเพลิน ความติดใคร่แห่งจิต ที่เป็นไปพร้อมด้วยอุจเฉททิฏฐิ, นี้เรียกว่า วิภวตัณหา, ตัณหาที่เหลือนอกนั้นเรียกว่า กามตัณหา (อีกนัยหนึ่ง) บรรดาตัณหา 3 นั้น กามตัณหา เป็นไฉน? ความใคร่ ความติดใคร่ ฯลฯ ความติดใคร่แห่งจิต ที่ประกอบด้วยกามธาตุ, นี้เรียกว่ากามตัณหา, ความใคร่ ความติดใคร่ ฯลฯ ความติดใคร่แห่งจิต ที่ประกอบด้วยรูปธาตุและอรูปธาตุ, นี้เรียกว่า ภวตัณหา, ความใคร่ ความติดใคร่ ฯลฯ ความติดใคร่แห่งจิต ที่เป็นไปพร้อมด้วยอุจเฉททิฏฐิ, นี้เรียกว่า วิภวตัณหา.”

            ในอรรถกถาแห่งอิติวุตตกะ ซึ่งอธิบายพระสูตรที่ยกมาอ้างข้างต้นนั้น แห่งแรก (อิติ.อ.260) อธิบายคำ ภวาภเว ว่าหมายถึง (มีใจติดข้องอยู่) ในภพน้อยภพใหญ่ และอธิบายอีกนัยหนึ่งว่า ภพหมายถึง สัสสตทิฏฐิ อภพ หมายถึง อุจเฉททิฏฐิ เพราะฉะนั้น มีใจติดข้องในภพและอภพ ก็คือในสัสสตทิฏฐิ และอุจเฉททิฏฐิ ซึ่งก็มุ่งหมายเอาภวตัณหา และวิภวตัณหา นั่นเอง ส่วนแห่งหลัง (อิติ.อ.235) อธิบายคำ ภวาภเว ว่าหมายถึง ในภพน้อยและภพใหญ่ หรือในเพราะการเห็นความขาดสูญ เป็นต้น. อรรถกถานั้นเอง อีกแห่งหนึ่ง (อิติ.อ.437) อธิบายคำ ภวาภโว ว่า ภว(ภพ)=สมบัติ อภว(อภพ)=วิบัติ ภว(ภพ)=ความเจริญเพิ่มพูน อภว(อภพ)=ความเสื่อมหรือลดลง

            ในอรรถกถาแห่งสุตตนิบาต (สุตฺต.อ.2/451) และอรรถกถาแห่งมหานิทเทส (นิทฺ.อ.2/47) ตอนที่อธิบายปุราเภทสูตรช่วงที่อ้างข้างต้นนั้น ไขความตอนสำคัญว่า “ภวาย วิภวาย วาติ สสฺสตาย อุจฺเฉทาย วา.” ซึ่งแปลได้ความว่า (ตัณหา) เพื่อภพ หรือเพื่อวิภพ คือ เพื่อความเที่ยงแท้ยั่งยืน หรือเพื่อความขาดสูญ (บางท่านแปลเติมศัพท์หรือเสริมความเพื่อให้เหมือนกับที่อื่น ๆ ว่า เพื่อสัสสตทิฏฐิ หรือเพื่ออุจเฉททิฏฐิ)

            อรรถกถาแห่งปฏิสัมภิทามรรคอธิบายตัณหา 3 ไว้อย่างชัดเจนมาก พร้อมทั้งยกเอาคำจำกัดความในพระอภิธรรมปิฎกมาอ้างไว้อย่างครบครัน และอธิบายไว้ถึง 2 แห่ง

            แห่งที่หนึ่ง (ปฏิสํ.อ.140) อธิบาย ภวตัณหา ที่มาคู่กับอวิชชาว่า “ภวตัณหา ได้แก่ ความปรารถนาในภพทั้งหลายมีกามภพเป็นต้น แล้วยกบาลีในธัมมสังคณีและวิภังค์ที่แสดงข้างต้นมาอ้าง (อภิ.สํ.34/845/328; อภิ.วิ.35/912/485;ดูข้างต้น) จากนั้นอธิบายตัณหาทั้ง 3 อย่าง โดยยกความในพระบาลีในคัมภีร์วิภังค์ที่แสดงแล้วข้างต้นมาอ้าง (อภิ.วิ.35/933/494; ดูข้างต้น) แล้วอธิบายต่อท้ายว่า “แต่ในอรรถกถาท่านกล่าวว่า :- ราคะที่เนื่องด้วยกามคุณ 5 ชื่อว่ากามตัณหา, ราคะในรูปภพและอรูปภพ ความติดใจในฌาน ราคะที่เป็นไปพร้อมด้วยสัสสตทิฏฐิ ความปรารถนาด้วยอำนาจภพ ชื่อว่าภวตัณหา, ราคะที่เป็นไปพร้อมด้วยอุจเฉททิฏฐิ ชื่อว่า วิภวตัณหา” ความหมายอย่างนี้ ในวรรณนาแห่งสังคีติสูตร (ที.อ.3/229) ก็อธิบายไว้อย่างเดียวกัน

            แห่งที่สอง (ปฏิสํ.อ.189) อธิบายตัณหา 3 ตามลำดับดังนี้ “กามตัณหา ได้แก่ ตัณหาในกาม(กาเม ตณฺหา),  คำว่า กามตัณหานี้ เป็นชื่อของราคะ ที่เนื่องด้วยกามคุณ 5.  ภวตัณหา  ได้แก่ตัณหาในภพ (ภเว ตณฺหา), คำว่า ภวตัณหานี้ เป็นชื่อของราคะที่เป็นไปพร้อมด้วยสัสสตทิฏฐิ ซึ่งเกิดขึ้นด้วยอำนาจความปรารถนาภพ เป็นชื่อของราคะในรูปภพและอรูปภพและเป็นชื่อของความติดใจในฌาน.  วิภวตัณหา ได้แก่ ตัณหาในวิภพ (ความไม่เป็น, ความปราศจากภพ, ความขาดสูญ; วิภเว ตณฺหา), คำว่าวิภวตัณหานี้ เป็นชื่อของราคะที่เป็นไปพร้อมด้วยอุจเฉททิฏฐิ.” คำอธิบายอย่างนี้ มาในอรรถกถาแห่งวิภังค์ในพระอภิธรรมปิฎกก็มี (วิภงฺค.อ.143 แต่ฉบับอักษรไทยที่มีใช้อยู่ในปัจจุบัน ถ้อยคำตกหล่นไปบ้าง ไม่ครบถ้วนอย่างในปฏิสํ.อ.)

            วิสุทธิมรรค ซึ่งเป็นคัมภีร์ระดับอรรถกถาที่ใช้อ้างอิงกันมากในวงการศึกษาค้นคว้าทางพระพุทธศาสนาและตามปกติมักอธิบายเรื่องสำคัญ ๆ เหมือนกันกับอรรถกถาอื่น ๆ แต่สำหรับเรื่องตัณหา 3 นี้ กลับพูดน้อย โดยอธิบายไว้เฉพาะในตอนที่พูดถึงตัณหา 108 ซึ่งจะให้มองเห็นแง่ความหมายอีกด้านหนึ่ง ดังจะคัดมาให้ดูดังนี้       (วิสุทธิ.3/179 ตรงกับ วิภงฺค.อ.234) :- ก็แล บรรดาตัณหา (ในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ รวม 6 อย่าง) เหล่านั้น ตัณหาแต่ละอย่างตรัสไว้อย่างละ 3 คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ตามอาการที่เป็นไป. จริงอยู่ รูปตัณหานั่นเอง เมื่อยินดีอย่างชนิดยินดีกาม ในเวลาที่รูปารมณ์มาสู่คลองจักษุ ในเวลานั้น ชื่อว่ากามตัณหา.  รูปตัณหานั้นแหละ ในเวลาใด เป็นไปพร้อมด้วยทิฏฐิว่ารูปารมณ์นั้นแล เที่ยงแท้ ยั่งยืน ในเวลานั้น ชื่อว่า ภวตัณหา เพราะราคะที่เป็นไปพร้อมด้วยสัสสตทิฏฐิ ท่านเรียกว่า ภวตัณหา. แต่ในเวลาใด รูปตัณหานั้นเป็นไปพร้อมด้วยอุจเฉททิฏฐิว่า รูปารมณ์นั้นแล ขาดสูญ พินาศ ในเวลานั้นชื่อว่า วิภวตัณหา เพราะราคะที่เป็นไปพร้อมด้วยอุจเฉททิฏฐิ ท่านเรียกว่า วิภวตัณหา (อย่างไรก็ตาม พึงดูคำอธิบายตามมติของมหาฎีกาประกอบด้วย- วิสุทธิ.   ฏีกา 3/180,362);  คัมภีร์ปปัญจสูทนี  และสารัตถปกาสินี (ม.อ.1/303; สํ.อ.2/20)  ก็อธิบายไว้ทำนองเดียวกันนี้ แต่สำนวนภาษาที่ต่างออกไป อาจช่วยให้เข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้น ผู้สนใจโปรดดูตามที่อ้าง

            เท่าที่กล่าวมา คงจะยุติได้ว่า คำอธิบายในคัมภีร์สัทธรรมปกาสินี อรรถกถาแห่งปฏิสัมภิทามรรค เป็นข้อสรุปความหมายของตัณหา 3 ที่สมบูรณ์และน่าพอใจ ทั้งในแง่ความชัดเจน และในแง่ที่ครอบคลุมความหมายซึ่งท่านได้แสดงไว้ในคัมภีร์ทั้งหลาย ทั้งระดับพระบาลี และระดับอรรถกถา ขอนำข้อสรุปนั้นมาเรียบเรียงไว้ให้ดูง่าย ดังนี้

  1.  กามตัณหา คือ ตัณหาในกาม ได้แก่ ราคะที่เนื่องด้วยกามคุณ 5
  2.  ภวตัณหา คือ  ตัณหาในภพ ได้แก่ ราคะ (ความติดใคร่ปรารถนา) ในรูปภพและอรูปภพ ความติดใจในฌานและราคะที่เป็นไปพร้อมด้วยสัสสตทิฏฐิ ซึ่งแสดงตัวออกมาในรูปของความปรารถนาภพ
  3.  วิภวตัณหา  คือ  ตัณหาในวิภพ ได้แก่ ราคะที่เป็นไปพร้อมด้วยอุจเฉททิฏฐิ (ซึ่งแสดงตัวออกมาในรูปของความปรารถนาความปราศจากภพ หรือความขาดสูญ)

            (ข้อพึงระวัง  คือ จะต้องระลึกไว้เสมอว่า วิภพ คือ  ความปราศจากภพ  ความสิ้นภพ หรือความขาดสูญนั้น เป็นคนละอย่างกับ   ภวนิโรธ  ที่แปลว่าความดับภพ  หรือความไม่เกิดภพ ซึ่งเป็นสภาวะที่พึงประสงค์ ถ้าไม่ชัด พึงพิจารณาทบทวนพระบาลีในทิฏฐิสูตรข้างต้นอีกครั้งหนึ่ง)

จำนวน ผู้เ้ข้าชม Website counter